คลังภูมิปัญญาชาวบ้าน

โดย กิ่งดาว ตื้อยศ  - 26 มิ.ย. 2547



กิ่งดาว ตื้อยศ


            มนุษย์เริ่มต้นขึ้นมาในสังคมโลกเมื่อไหร่ ยังไม่มีใครสามารถบอกหรือพิสูจน์ให้เห็นได้ อย่างชัดเจน วิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีการดำรงชีพ ถ่ายทอดสภาพชีวิตความเป็นอยู่ วิชาความรู้ ความสามารถที่มนุษย์แต่ละยุคแต่ละสมัยมีแตกต่างกัน สิ่งที่ถ่ายทอดมาสู่คนยุคหลัง ๆ นั้น เราเรียกว่า วัฒนธรรม
             วัฒนธรรม เป็นวิถีการดำรงชีวิตทั้งปวงที่มนุษย์ได้จากการเป็นสมาชิกของสังคมประกอบไปด้วย วัฒนธรรมทางวัตถภุ เช่น เครื่องมือ เครื่องใช้ สิ่งประดิษฐ์ทางวัตถุทั้งปวง เป็นต้น และวัฒนธรรมที่ไม่ใช้วัตถุ เช่น ความรู้ ความเชื่อ คุณธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ เป็นต้น วัฒนธรรมที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นโดยการที่สมาชิกดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆ ร่วมกัน โดยการเรียนรู้และการถ่ายทอดจากสมาชิกรุ่นหนึ่งไปสู่สมาชิก
อีกรุ่นหนึ่ง ทำให้การดำรงชีวิตร่วมกันของสมาชิกในสังคม มีความเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม ของสังคมนั้น ๆ (วัชรา คลายนาทร , สัญลักษณ์ สุนทรา และคณะ .สังคมศึกษาสมบูรณ์แบบ ส 401. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วัฒนาพานิชย์.,2537, หน้า 6)
      วัมนธรรมไทย
             พจนานุกรมฉบับราชบัณ?ติตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้นิยามความหมายของวัฒนธรรมไว้ 3 นัย ดังนี้ คือ
1.      สิ่งที่ทำให้เจริญงอกงามทั้งคณะ
2.      วิถีชีวิตของหมู่คณะ
3.      ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติและศีลธรรมอันดีของประชาชน
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ประทานคำอธิบายไว้ว่า
วัฒนธรรม หมายถึง ความเจริญในทางวิชาความรู้ เช่น วิทยาศาสตร์ ศิลปวิทยา วรรณคดี ศาสนา ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและจรรยามารยาท

      วัฒนธรรมเป็นมรดกแห่งสังคม มีทั้งส่วนจับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ เช่น กวีนิพนธ์ ศิลปะ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการก่อร่างสร้างความประพฤติปฏิบัติของประชาชาติ (กวี วรกวิน และคณะ.หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม .กรุงเทพมหานคร : สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ ,2546 . หน้า 210)
             ภูมิปัญญาไทย หมายถึง ความรู้อันเกิดจากความสามารถ ประสบการณ์และความเฉลียวฉลาดในการประดิษฐ์คิดค้นของคนไทย กระทั่งกลายเป็นผลผลิตที่เป็นวัตถุและเป็นเรื่องของจิตใจอันมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต และมีการถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษจนถึง คนรุ่นปัจจุบัน (กวี วรกวิน และคณะ.หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม .กรุงเทพมหานคร : สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ ,2546 . หน้า 210)
             การดำเนินชีวิตของคนในชนบทที่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ที่มีความเจริญและทันสมัย นั่นมิได้หมายความว่าคนในชนบทจะไม่มีความสามารถในการดำรงชีพให้มีความสุข ทั้งทางกายและจิตใจ เนื่องมาจากคนในชนบทใช้ภูมิปัญาในการดำเนินชีวิต เจ็บป่วยห่างไกลหมอก็หาสมุนไพรมาต้ม ดื่มน้ำยาที่ต้ม หรือเรียกว่ายาหม้อซึ่งมีมากมายหลายขนาน ถูกแมลง หรือสัตว์มีพิษสัตว์กัดต่อยก็หาวิธีดับพิษ ดูดพิษออกจากร่างกาย ออกจากบาดแผล โดยการหาหมอเป่าที่มีคาถาอาคม ที่หลายคนเหลือเชื่อว่าจะสามารถทำได้และหายจากความเจ็บปวด รอดตายอย่างน่าทึ่ง
             นอกจากการรักษาความเจ็บป่วยทางร่างกายแล้ว คนในชนบท ที่ไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมือนคนในเมือง ก็มีวิธีการในการดำเนินชีวิต ประกอบอาชีพโดยใช้ภูมิปัญญาโบราณมาใช้ประกอบอาชีพ ยกตัวอย่างที่ไกล้ตัวของชาวชนบทที่สุด คือ การทำนา จากภาพที่ท่านเห็นนี้ท่านรู้ไหมว่า พืชชนิดนี้คืออะไร และใช้ประโยชน์ในการทำนาอย่างไร

      


เอื้องหมายนา กับตะแหลว

      พืชที่ท่านเห็นอยู่นี้มีชื่อว่า เอื้องหมายนา เป็นพืชที่ขึ้นตามหัวไร่ปลายนา ตามป่าเขา คนรุ่นใหม่ก็คิดว่าเป็นดอกเอื้องธรรมดา หรือกล้วยไม้ป่าที่สวยดี แต่คนโบราณรู้ดีว่าเอื้องหมายนา เป็นสิ่งมีคุณค่ากับการทำนา มีคุณค่ากับการดำเนินชีวิตมากเพียงใด

      เมื่อถึงฤดูทำนาชาวนาจะไถพรวนดินเพื่อหว่านต้นกล้าข้าว การไถพรวนก็ใช้ควายเนื่องจากเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีคุณกับชีวิตคนชนบทอย่างมาก เมื่อต้นกล้าโตเต็มที่ก็ถอนกล้าไปดำนา เป็นอันสิ้นสุดสำหรับการใช้แรงงานของควาย จากนั้นชาวนาก็จะขอสมาลาโทษจากควาย หรือที่เรียกว่า สู่ขวัญควาย เนื่องจากชาวนาได้ดุด่า ทุบตีระหว่างการไถพรวน พิธีกรรมการสู่ขวัญควายมีขั้นตอนดังนี้
1      เตรียมน้ำขมิ้น ส้มป่อย
2      ข้าวเหนียงนึ่ง 1 ก้อน
3      กล้วย 1 ลูก
4      ไก่นึ่ง หรือไก่ต้ม 1 คู่
5      ด้ายผูกข้อมือเอาไว้คล้องเขาควาย 1 เส้น
6      กรวยดอกไม้ 1 อัน
7      เอ้องหมายนาพร้อมตะแหลว 4 ชุด (ดังภาพ)

      ตัวอย่างคำกล่าวในพิธีสู่ขวัญควาย “สาธุ สาธุ สาธุ ข้าแต่ควายเป็นเจ้า ข้าขอสูมาต่อเจ้า ที่ได้ดุด่า ทุบตี ล่วงเกิน ให้ได้รับความเจ็บปวดระหว่างทำนาให้กับข้าพเจ้า อันจะก่อให้เกิดเป็นบาปกรรมต่อกัน ข้าพเจ้าขอสูมาลาโทษ อย่าได้ถือโทษใด ๆ แก่กันและกันเลย จากนั้น เอาน้ำขมิ้นส้มป่อยลูบหัวควาย แล้วนำด้ายที่เตรียมไว้คล้องเขาควาย ทั้งสองข้าง จากนั้นนำกรวยดอกไม้มัดบนศีรษะควาย เป็นอันเสร็จพิธีสู่ขวัญควาย
             จากนั้น ชาวนาก็นำต้นเอื้องหมายนาไปปักไว้ 4 ทิศของบริเวณพื้นที่ นาของตนเองที่เป็นเจ้าของ เอื้องหมายนาที่ปักไว้นี้ มีประโยชน์ คือ ป้องกันวัชพืชของต้นข้าว เช่น เพรี้ย บั่ว ที่จะมาทำลายต้นข้าว เมื่อป้องกันวัชพืชเหล่านี้ได้ต้นข้าวจะออกรวงดี


             ผู้ให้ข้อมูล พ่อดวงแก้ว ตื้อยศ ( คนตรงกลางภาพ) อายุ 65 ปี มีประสบการณ์ในการทำนามากว่า 60 ปี ที่อยู่ที่ติดต่อได้ บ้านเลขที่ 141 หมู่ที่ 1 บ้านป่าไคร้ หมู่ที่ 1 ตำบลหนองหล่ม อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง รหัสไปรษณีย์ 52190 โทรศัพท์ 0 5436 8371 และ พ่อนวล ตื้อยศ (ภาพด้านซ้าย) อายุ 72 ปี มีประสบการณ์ในการทำนามากว่า 65 ปี ที่อยู่ที่ติดต่อได้ บ้านเลขที่ 138 หมู่ที่ 1 บ้านป่าไคร้ หมู่ที่ 1 ตำบลหนองหล่ม อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง รหัสไปรษณีย์ 52190 โทรศัพท์ 0 5436 8339


พ่อนวล ตื้อยศ

พ่อนวล-แม่มูล ตื้อยศ


       พ่อนวล ตื้อยศ อายุ 72 ปี มีประสบการณ์ในการรักษาคนที่ถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย มากว่า 63 ปี ที่อยู่ที่ติดต่อได้ บ้านเลขที่ 138 หมู่ที่ 1 บ้านป่าไคร้ หมู่ที่ 1 ตำบลหนองหล่ม อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง รหัสไปรษณีย์ 52190 โทรศัพท์ 0 5436 8339
       พ่อลุงบอกว่าคาถากำจัดพิษแมลงสัตว์กัดต่อยของพ่อลุงนี้ สามารถกำจัดพิษของแมลง สัตว์ที่มีพิษได้ฉกาจนัก พิษของสัตว์ที่ว่านี้ ก็คือ แมงป่องและตะขาบ หลายคนอาจขนลุกขนพองเลยที่เดียวหลังจากนึกถึงสัตว์พิษทั้งสองชนิดนี้ พ่อลุงบอกว่า คนที่ถูกสัตว์เหล่านี้กัดต่อย หลังจากพ่อลุงใช้คาถาเป่าไล่พิษออกจากร่างกายแล้ว บางคนพิษก็ออกจากร่างกายหมดภายในครั้งเดียว บางคนก็เป่า 2 – 3 ครั้ง สูงสุดที่รักษามาคือ 3 ครั้ง ถือว่านานที่สุดในการรักษา
       พ่อลุงยังบอกว่าคาถากำจัดพิษนี้ท่านได้มาจาก “คาถาลอดจ่อง” หมายถึง เป็นการครูพักลักจำมาจากหลวงพ่ออินตา วัดบ้านทุ่งม่าน ตอนที่พ่อลุงบวชเณร ได้ยินคาถาที่หลวงพ่ออินตาท่องบ่นอยู่ พ่อลุงจำได้และนำมารักษาคนไข้ดูก็ปรากฏได้ผลดี วิธีการถ่ายทอดคาถานั้น จะทำได้ในวันพญาวัน คือวันที่ 15 เมษายน ที่ถือว่าเป็นวันดีในวันสงกรานต์ หากมีผู้สนใจจะขอสืบทอดคาถาจากพ่อลุง จะต้องนำขันข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนพร้อมปัจจัยมาขอจากท่าน และท่านก็เลือกคนที่จะได้ห้วยหากคนคนนั้นมีคุณสมบัติเพียงพอ






            
       ต้นไม้ ใบหญ้า พืชผัก กล้วยไม้ เปลือกไม้ รากไม้ ตามท้องไร่ท้องนา หรือที่เกิดขึ้นตามพื้นดินทั่วไป สามารถนำมาเป็นยารักษาโรคได้ ทั้งนี้เนื่องจากความสามารถของคนโบราณที่มองเห็นส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านด้วยกัน
      นายชาญ ไชยพรม อายุ 56 ปี มีประสบการณ์ ด้านยาสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย 3 ปี ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ บ้านเลขที่ 97 หมู่ที่ 1 บ้านป่าไคร้ หมู่ที่ 1 ตำบลหนองหล่ม อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง รหัสไปรษณีย์ 52190 โทรศัพท์ 0 7 175 4440
      โรคที่ชำนาญในการรักษา คือ โรคเกาท์ และโรคกระเพาะอาหาร แต่เดิมเป็นยาหม้อ คือ นำเปลือกไม้มาประกอบเป็นยาตามสัดส่วนที่พอเหมาะ นำไปต้มตามเวลาที่กำหนด แต่ยาต้มเป็นยาขมสำหรับคนหลายๆ คนในปัจจุบัน จึงพัฒนาไปเป็นยาบดอัดแคปซูล ซึ่งเป็นที่นิยมเพราะรับประทานง่าย พกสะดวก
             การผสมยารักษาโรคของนายชาญ ไชยพรม มิได้ทำโดยพละการ เมื่อปี พ.ศ. 2546 เจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขอำเภอห้างฉัตรได้มาตรวจสอบ ขั้นตอนการจัดทำและนำยาที่มีส่วนผสมของสมุนไพรต่างๆ ไปตรวจสอบ ปรากฎว่าให้รักษาต่อไปได้ ปัจจุบันรอเข้ารับการอบรมในโครงการ หมอชาวบ้านการแพทย์แผนไทย นอกจากโรคเกาท์ และโรคกระเพาะอาหารแล้ว นายชาญ ไชยพรม ยังมียาสมุนไพรอีกหลายขนานไว้สำหรับบำรุงร่างกายของผู้ที่สนใจ
      
             ถูมิปัญญาชาวบ้านยังมีอีกมากมายหลายสาขา เยาวชนรุ่นหลังควรค้นหาสิ่งที่มีคุณค่าเหล่านั้น รวมทั้งนำภูมิปัญญาต่างๆ ที่ได้เรียนรู้ไปเผยแพร่สู่บุคคลที่สนใจ จุดเริ่มต้นของเด็กยุคใหม่ที่ต้องปฏิบัติก่อนสืบค้นภูมิปัญญาเหล่านั้น คือ อย่าคิดว่าคนรุ่นเก่ามีวุฒิทางการศึกษาต่ำ ย่อมคิดหรือทำอะไรไม่เท่าเทียมกับตนเองที่เก่งกาจด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ให้มีความตระหนักอยู่เสมอว่า บุคคลเหล่านั้นได้สืบทอดวิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่มาจากบรรพบุรุษในอดีตที่ร่วมกันสร้างชาติ สร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคง สร้างความสงบสุขให้กับเราในปัจจุบัน นั่นแสดงคนรุ่นเก่าหรือบรรพบุรุษของเราเหล่านั้นมีสิ่งที่ดี มีความสำคัญในการดำรงชีพเลี้ยงดูบุตรหลานมาได้จนถึงปัจจุบัน
<