ครูของแผ่นดิน

โดย ศราวุธ สายสี  - 07 ก.ค. 2547


ครูของแผ่นดิน


      
ฉะนั้นจึงนำพระราโชวาทจากหนังสือ “จอมปราชญ์นักการศึกษา” ของ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ที่ได้รวบรวม สังเคราะห์ วิเคราะห์ มาเพื่อให้ผู้อ่านได้ศึกษาเป็นแบบอย่างในการพัฒนาคน พัฒนาการศึกษา ต่อไป

“…การศึกษาเป็นปัจจัยในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติและคุณธรรมของบุคคล สังคมและบ้านเมืองใดให้การศึกษาที่ดีแก่เยาวชนได้อย่างครบถ้วนพอเหมาะกันทุก ๆ ด้านสังคมและบ้านเมืองนั้นก็จะมีพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งสามารถธำรงรักษาความเจริญมั่นคงของประเทศชาติไว้และพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไปได้ตลอด…”
พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่คณะครูและนักเรียน
ณ ศาลาดุสิดาลัย
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2524

“..งานด้านการศึกษาเป็นงานสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชาติ เพราะความเจริญและความเสื่อมของชาตินั้นขึ้นอยู่กับการศึกษาของชาติเป็นข้อใหญ่ ตามข้อเท็จจริงที่ทราบกันดีแล้ว ระยะนี้บ้านเมืองของเรามีพลเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งมีสัญญาณบางอย่างเกิดขึ้นด้วยว่า พลเมืองของเราบางส่วนเสื่อมทรามลงไปในความประพฤติและจิตใจ ซึ่งเป็นอาการที่น่าวิตก ถ้าหากยังคงเป็นอย่างนี้อยู่ต่อไปเราจะเอาตัวไม่รอด ปรากฏการณ์เช่นนี้นอกจากเหตุอื่นแล้ว ต้องมีเหตุมาจากการจัดการศึกษาอย่างแน่นอน เราต้องจัดงานด้านการศึกษาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น…”
พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่นักศึกษาวิทยาลัยวิชาการประสานมิตร
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2512

“…ปัจจัยสำคัญที่สุดประการหนึ่งทั้งของชีวิตและส่วนรวม คือ การศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานส่งเสริมความเจริญมั่นคงเกือบทุกอย่างในบุคคลและประเทศชาติ…”
พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่ครูและนักเรียน
ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2518




“…เจตนาของการศึกษานั้น กล่าวโดยสรุปก็คือการวางรากฐานที่ดีที่ถูกต้องในตัวบุคคล ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความรู้ทั้งปวง สำคัญที่สุดคือรากฐานด้านความรู้จักรับผิดชอบชั่วดี รู้จักคิดตัดสินใจตามทางที่ถูก ที่เป็นธรรม ที่สร้างสรรค์ ผู้จัดการศึกษาต้องดำเนินงานให้ได้ประโยชน์พร้อมดังนี้จึงจะเรียกได้ว่าปฏิบัติการถูกต้องครบถ้วน เป็นนักการศึกษาแท้…”
พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่ครูใหญ่โรงเรียน
และนักเรียนที่สมควรได้รับพระราชทานรางวัล
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2518

“…การศึกษาเป็นเครื่องมืออันสำคัญในการพัฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติ ทัศนคติ ค่านิยม และคุณธรรมของบุคคล เพื่อให้เป็นพลเมืองดีมีคุณภาพและประสิทธิภาพ การพัฒนาประเทศก็ย่อมทำได้สะดวกราบรื่นได้ผลที่แน่นอนและรวดเร็ว…”
แนวพระราชดำริเกี่ยวกับความหมายของการศึกษา
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2520

“..ท่านจะใช้ความรู้ที่ท่านได้ไปนี้แต่อย่างเดียวเป็นเครื่องมือสำหรับประกอบการงานเท่านั้นหาพอไม่… ให้ยึดคุณธรรมสำคัญข้อหนึ่งเป็นเครื่องกำกับใจ ไม่ว่าจะทำอะไร คุณธรรมข้อสำคัญก็คือ ความสุจริต ท่านจะต้องสุจริตต่อบ้านเมือง สุจริตต่อประชาชน และสุจริตต่อหน้าที่…”
พระบรมราโชวาทพระราชทาน
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2513

“…การแบ่งการศึกษาเป็นสองอย่าง คือ การศึกษาวิชาการอย่างหนึ่ง วิชาการนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ตัวเองและแก่บ้านเมือง ถ้ามาใช้ต่อไปเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ขั้นที่สองก็คือความรู้ที่จะเรียกได้ว่าธรรม คือรู้ในการวางตัว ประพฤติและคิด วิธีคิด วิธีที่จะใช้สมองมาทำเป็นประโยชน์แก่ตัว สิ่งที่เป็นธรรมหมายถึงวิธีการประพฤติปฏิบัติ คนที่ศึกษาในทางวิชาการและศึกษาในทางธรรมก็ต้องมีปัญญา แต่ผู้ใช้ความรู้ในทางวิชาการทางเดียวและไม่ใช้ความรู้ในทางธรรมจะนับว่าเป็นปัญญาชนมิได้…”
พระบรมราโชวาทพระราชทาน
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2513

“…การที่มีการศึกษาสมบูรณ์แล้วนี้ทำให้แต่ละคนหลีกเลี่ยงไม่ได้จากความรับผิดชอบที่จะต้องใช้ความรู้ สติปัญญาของตนให้เป็นประโยชน์ และเป็นความเจริญวัฒนาแก่บ้านเมืองและส่วนรวม…”
พระบรมราโชวาทพระราชทาน
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2516



“…การศึกษาเล่าเรียนเป็นเรื่องไม่มีสิ้นสุด ผู้ปรารถนาความเจริญในการประกอบกิจการงานจะต้องหมั่นเอาใจใส่แสวงหาความรู้ให้เพิ่มพูนอยู่เสมอ มิฉะนั้นจะกลายเป็นผู้ที่ล้าสมัยหย่อนสมรรถภาพไป…”
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2504

“..การศึกษานั้นเป็นเรื่องของทุกคน และไม่ใช่ว่าเฉพาะในระยะหนึ่ง เป็นหน้าที่โดยตรงในระยะเดียวไม่ใช่อย่างนั้น ตั้งแต่เกิดมาก็ต้องศึกษา เติบโตขึ้นมาก็ต้องศึกษา จนกระทั่งถึงขั้นที่เรียกว่าอุดมศึกษาอย่างที่ท่านทั้งหลายกำลังศึกษาอยู่ หมายความว่าการศึกษาที่ครบถ้วน ที่อุดมที่บริบูรณ์ แต่ต่อไปเมื่อออกไปทำหน้าที่การงานก็ต้องศึกษาต่อไปเหมือนกัน มิฉะนั้นคนเราก็อยู่ไม่ได้ แม้จบปริญญาเอกแล้วก็ต้องศึกษาต่อไปตลอด หมายความว่า การศึกษาไม่มีสิ้นสุด…”
พระบรมราโชวาทพระราชทาน
เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2521

“…วิทยาการทุกอย่างมิใช่มีขึ้นในคราวหนึ่งคราวเดียวได้ หากแต่ค่อย ๆ สะสมกันมาทีละเล็กละน้อยจนมากมายกว้างขวาง การเรียนวิทยาการก็เช่นกัน บุคคลจำจะต้องค่อย ๆ เรียนรู้ให้เพิ่มพูนขึ้นมาตามลำดับ ให้ความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นนั้นเกิดเป็นรากฐานรองรับความรู้ที่สูงขึ้น ลึกซึ้งกว้างขวางขึ้นต่อ ๆ ไป…”
พระบรมราโชวาทพระราชทาน
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2519

“..การให้การศึกษาคือ การให้คำแนะนำและส่งเสริมบุคคลให้มีความเจริญงอกงามในการเรียนรู้ คิดอ่าน และกระทำตามอัตภาพของแต่ละคน โดยจุดประสงค์ในที่สุดคือ ให้บุคคลนำเอาความสามารถที่มีอยู่ในตัวออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์เกื้อกูลตน เกื้อกูลผู้อื่นอย่างสอดคล้อง และไม่ขัดแย้งเบียดเบียน แก่งแย่งกัน เพื่อสามารถอยู่ร่วมกันเป็นสังคม เป็นประเทศได้…”
พระบรมราโชวาทพระราชทาน
เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2516

“..การแบ่งการศึกษาเป็นสองอย่างคือ การศึกษาวิชาการอย่างหนึ่ง วิชาการนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ตัวเองและแก่บ้านเมือง ถ้ามาใช้ต่อไปเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ขั้นที่สองก็คือความรู้ที่จะเรียกได้ว่าธรรม คือรู้ในการวางตัว ประพฤติและคิด วิธีคิด วิธีที่จะใช้สมองมาทำเป็นประโยชน์แก่ตัว สิ่งที่เป็นธรรมหมายถึงวิธีการประพฤติปฏิบัติ คนที่ศึกษาในทางวิชาการและศึกษาในทางธรรมก็ต้องมีปัญญา แด่ผู้ใช้ความรู้ในทางวิชาการทางเดียวและไม่ใช้ความรู้ในทางธรรมจะนับว่าเป็นปัญญาชนมิได้…”
พระบรมราโชวาทพระราชทาน
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2513

“…ปัญญาแปลอย่างหนึ่งก็คือความรู้ทุกอย่างทั้งที่เล่าเรียน จดจำมา ที่พิจารณาใคร่ครวญคิดเห็นขึ้นมา และที่ได้ฝึกฝนอบรมให้คล่องแคล่วชำนาญขึ้นมาในตัวเอง อีกอย่างหนึ่ง เมื่อมีความรู้ความชัดเจนชำนาญในวิชาการต่าง ๆ ดังว่า จะยังผลให้เกิดความเฉลียวฉลาดขึ้นในตัวบุคคลแต่ประการสำคัญคือความรู้ที่ผนวกกับความเฉลียวฉลาดนั้น จะรวมกันเป็นความสามารถพิเศษขึ้น คือ ความรู้จริง รู้แจ้งชัด รู้ตลอดในสิ่งที่ได้มีโอกาสศึกษา ซึ่งจะเป็นผลต่อไปเป็นความรู้เท่าทันความคิด จริต ทฤษฎี และเจตนาของคนทั้งปวงที่สมาคมด้วย…เมื่อรู้เท่าทันแล้วก็จะเห็นแนวทางและวิธีการที่จะหลีกเลี่ยงให้พ้นอุปสรรค ปัญหา และความเสื่อม ความล้มเหลวทั้งปวงได้แล้วดำเนินไปตามทางที่ถูกต้องเหมาะสมจนบรรลุความสำเร็จ…”
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2521

“…ผู้ที่มีวิชาการแล้วจำเป็นที่จะต้องมีคุณสมบัติในตัวเองนอกจากวิชาความรู้ด้วย จึงจะนำตนนำชาติให้รอดและเจริญได้ คุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับทุกคนนั้น ได้แก่ ความรู้จักผิดชอบชั่วดีความละอายชั่วกลัวบาป ความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งความคิดและการกระทำความกตัญญูรู้คุณชาติบ้านเมืองและผู้มีอุปการะตัวมา ความไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น หากแต่มีความจริงใจความปรารถนาดีต่อกัน เอื้อเฟื้อกันตามฐานะและหน้าที่ และที่สำคัญอย่างมากก็คือความขยันหมั่นเพียร พยายามฝึกหัดประกอบการงานทุกอย่างด้วยตนเอง ด้วยความตั้งใจ ไม่ละเลยไม่ทอดทิ้ง คุณสมบัติเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะทำให้การศึกษาสมบูรณ์เป็นประโยชน์จริง…”
พระบรมราโชวาทพระราชทาน
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2522

“…วัตถุประสงค์ของการศึกษานั้นคืออย่างไร กล่าวโดยรวบยอดก็คือ การทำให้บุคคลมีปัจจัยหรือมีอุปกรณ์สำหรับชีวิตอย่างครบถ้วนเพียงพอ ทั้งในส่วนวิชาความรู้ส่วนความคิดวินิจฉัยส่วนจิตใจและคุณธรรมความประพฤติ ส่วนความขยันอดทนและความสามารถในอันที่จะนำความรู้ ความคิดไปใช้ปฏิบัติงานด้วยตนเองให้ได้จริง ๆ เพื่อสามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยความสุขความเจริญมั่งคั่ง และสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่สังคมและบ้านเมืองได้ตามควรแก่ฐานะด้วย…”
พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่ผู้สำเร็จการศึกษา
จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ณ สวนอัมพร
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2523

“…การให้การศึกษานั้น กล่าวโดยวัตถุประสงค์ที่แท้จริง คือ การสร้างสรรค์ความรู้ ความคิดพร้อมทั้งคุณสมบัติและจิตใจที่สมบูรณ์ให้เกิดขึ้นในตัวบุคคล เพื่อช่วยให้เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคงและราบรื่น ทั้งสามารถบำเพ็ญประโยชน์สุขเพื่อตน เพื่อส่วนรวมได้ตามควรแก่อัตภาพ ผู้ทำหน้าที่ด้านการศึกษาทุกฝ่าย ทุกระดับ ควรจะได้มุ่งทำงานเพื่อวัตถุประสงค์นี้ยิ่งกว่าสิ่งอื่น …”
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ณ วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515
“…ยังมีราษฎรอีกเป็นส่วนใหญ่ขัดสนและพึ่งตนเองไม่ได้…ความขัดสนของราษฎรดังกล่าวเกิดเพราะเขาไม่สามารถใช้กำลังความคิด กำลังแรง ตลอดจนทุนรอนของเขาให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควรได้…ราษฎรของเราต้องการความช่วยเหลือ คือความช่วยเหลือที่จะทำให้เขาสามารถพึ่งตนเองได้ยกฐานะขึ้นด้วยตนเองได้…”
พระบรมราโชวาทพระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม .ศ. 2510

“…การพึ่งตนเองนั้นขึ้นอยู่กับสมบัติประจำตัวบุคคลสองอย่างคือ ความสามารถนำวิชาการที่ได้ศึกษามาใช้ในการปฏิบัติงานอย่างหนึ่ง ความฉลาดที่จะวินิจฉัยให้เห็นทางเสื่อมทางเจริญ พร้อมทั้งทางที่จะให้พ้นความเสื่อมดำเนินไปให้ถึงความเจริญอีกประการหนึ่ง ประการแรกเป็นเรื่องของการให้การศึกษาเช่นที่ท่านได้รับมาเป็นลำดับจบขั้นอุดมศึกษานี้ แต่ประการที่สองเป็นเรื่องของการฝึกหัดคิดใคร่ครวญให้เข้าใจแจ้งชัดในเหตุที่แท้ในผลที่แท้ด้วยตนเอง…”                              
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2512

“…เมื่อเวลาศึกษาอยู่นั้น วิชาการเป็นทั้งตัวงาน ทั้งจุดมุ่งหมายของทุกคน จึงมีความสำคัญเป็นเอก แต่เมื่อออกไปประกอบอาชีพการงานแล้ว จุดหมายสำคัญจะอยู่ที่ตัวงานและผลสำเร็จของงานวิชาการนั้นจะต้องถือเป็นปัจจัยหรืออุปกรณ์สำหรับที่จะใช้ปฏิบัติ…การที่ท่านได้อุตสาหะศึกษาวิชาการต่าง ๆ มาเป็นอันมากตลอดเวลาแรมปีนั้น แท้จริงคือการสะสมรวบรวมอุปกรณ์และสร้างความชำนิชำนาญในการใช้อุปกรณ์นานาชนิดไว้สำหรับนำออกใช้ในเมื่อศึกษาสำเร็จออกไปประกอบการงานแล้วนั้นเอง และเมื่อจะนำวิชาการหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ออกได้ก็จำเป็นจะต้องเลือกสรรก่อนเสมอไปด้วย คือต้องพิจารณานำเอาแต่ส่วนที่ถูกต้องเหมาะสมแก่งาน นั้น ๆ มาใช้ ไม่ใช่นำมาใช้พร้อมกันทั้งหมาดทั้งดุ้น จะกลายเป็นทาสของวิชาการงานจะไม่สำเร็จ…”
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2520

“…การศึกษาที่ดีด้านวิชาการเป็นทั้งรากฐานและปัจจัยสำหรับการสร้างสรรค์ แต่การที่จะนำเอาวิชาการสร้างสรรค์ให้สำเร็จได้นั้น จำเป็นที่สุดที่ต้องอาศัยการศึกษาที่ดีด้านอื่น ๆ เข้าประกอบอุดหนุนด้วย การศึกษาด้านอื่น ๆ นั้นหมายถึง การศึกษาอบรมทุก ๆ อย่าง ทั้งทางความคิดจิตใจ และความประพฤติปฏิบัติ อันเป็นตัวสำคัญในการฝึกฝนขัดเกลาให้บุคคลมีความคิดความฉลาด หนักแน่นในเหตุผลและความสุจริต ละเอียดรอบคอบ รู้จักรับผิดชอบ รู้จักตัดสินใจตามทางที่ถูกต้องเป็นธรรม…”
พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่คณะครูและนักเรียน
ที่ได้รับพระราชทานรางวัล
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2522

“…การมีความรู้ถนัดทฤษฎีประการเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำให้บุคคลสามารถปฏิบัติงานได้เต็มที่ผู้ที่ฉลาดสามารถในหลักวิชาโดยปกติวิสัยจะได้แต่เพียงชี้นิ้วให้ผู้อื่นทำ ซึ่งเป็นการไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่อาจทำให้ผู้ใดเชื่อถือหรือเชื่อฟังอย่างสนิทใจได้ เหตุด้วยไม่แน่ใจ่าผู้ชี้นิ้วเองจะรู้จริงทำได้จริงหรือความสำเร็จทั้งสิ้นทำได้เพราะลงมือกระทำ…”
พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่ผู้สำเร็จการศึกษา
จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ณ สวนอัมพร
เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2517

“…ผู้ไม่มีทฤษฎีเป็นผู้ไม่มีหลักความรู้ สู้ผู้มีทฤษฎีไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้เป็นทุนรอนสำหรับทำการงาน แต่ผู้มีทฤษฎีที่ไม่หัดปฏิบัติหรือไม่ยอมปฏิบัตินั้น ก็สู้นักทฤษฎีที่ปฏิบัติด้วยไม่ได้ เพราะนักทฤษฎีที่ไม่ยอมปฏิบัติทำให้ตัวเอง พร้อมทั้งวิชาความรู้ทั้งหมดเป็นหมันไป ไม่ได้ประโยชน์ไม่เป็นที่ต้องการของใคร ผู้มีความรู้ด้วยใช้ความรู้ทำงานได้จริง ๆ จึงจะเป็นประโยชน์และเป็นที่ต้องการ…”
พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่ผู้สำเร็จการศึกษา
จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2520

“…วิชาใดที่เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติได้ ก็จะต้องให้นักเรียนปฏิบัติ เพราะการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์จากการปฏิบัติจะทำให้รู้จริงและแม่นยำ อาจหยิบยกขึ้นมาใช้ได้เสมอด้วยความเคยชินชำนาญ ผิดกันอย่างตรงข้ามกับการสอนให้รู้โดยมิได้ลงมือปฏิบัติให้เห็นจริง ซึ่งมักจะกลายเป็นการเรียนรู้เพียงให้สอบได้ หรือเรียนรู้เพื่อนำไปลืมทิ้งเสียโดยมาก…”
พระบรมราโชวาทพระราชทาน
ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2521

“…ในการปฏิบัติงานใด ๆ ผู้ปฏิบัติจะต้องทราบ ต้องเข้าใจแจ่มแจ้งถึงปัญญาและวิชาความรู้ทั้งปวงอันเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์อย่างทั่วถึง จึงจะสามารถนำทฤษฎีมาดัดแปลงใช้ให้เหมาะกับสภาพการณ์และสามารถจะเลือกแนวทางการปฏิบัติให้เกิดผลมากที่สุดได้…”
พระบรมราโชวาทพระราชทาน
เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2517

“…หลักอย่างหนึ่งที่สำคัญคือหลักของเหตุผลและจะต้องขัดเกลาตลอดเวลา มิฉะนั้นจะมีวิชาความรู้เท่าไหร่ก็ตามก็ไม่สามารถนำไปเป็นประโยชน์แก่ตัวแก่ส่วนรวมได้…หลักของเหตุผลมีหลักการว่า ถ้ามีสิ่งใดที่เราต้องเผชิญ ต้องพบ ต้องมีเหตุผลทั้งสิ้น คำนี้มีคำสองคำ เหตุคือต้นของสิ่งที่เราเผชิญและผลเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นแก่เรา ถ้าเราเผชิญสิ่งใดและเราพิจารณาด้วยเหตุผล ต่อไปเราก็จะเผชิญสิ่งที่ถูกต้อง…”
พระบรมราโชวาทพระราชทาน
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2519
“…วิชานั้นเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับตามภาวะและความจำเป็นของโลกก็ต้องแตกสาขากว้างมากหลายเป็นธรรมดา จนบางทีทำให้แลไม่เห็นว่าสาขาวิชาต่าง ๆ มาจากต้นตออันเดียวกัน และลืมไปว่าวิชาแต่ละสาขานั้นมีความสัมพันธ์กัน สอดคล้องกันอยู่…ผู้ฉลาดจึงควรต้องพยายามศึกษาให้เห็นจริงและให้เข้าใจแจ่มแจ้งว่าวิชาทั้งหลายเกี่ยวถึงกัน เป็นส่วนประกอบของกันและกัน เป็นปัจจัยหนุนกันและกันอย่างแน่นแฟ้น แล้วพยายามดึงเอาวิชาการบุคคล กับทั้งกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกันมารวมกัน ส่งเสริมกัน เพื่อผลและประโยชน์อันเลิศร่วมกันของเรา…”
พระบรมราโชวาทพระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2518

“…วิชาการทั้งปวงนั้นถึงจะมีมากมายเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อนำมาใช้สร้างสรรค์สิ่งใดก็ต้องใช้เข้าด้วยกัน หรือต้องนำมาประยุกต์เข้าด้วยกันเสมอ อย่างกับอาหารที่เรารับประทาน กว่าจะสำเร็จขึ้นมาให้รับประทานได้ ต้องอาศัยวิชาประสมประสานกับหลายอย่างและต้องผ่านการปฏิบัติมากมายหลายขั้นตอน ดังนั้นผู้จัดการศึกษาต้องถือเป็นกิจสำคัญที่จะสอนให้นักเรียนได้เห็นได้เข้าใจซึมซาบว่าวิชาต่าง ๆ มีความสัมพันธ์ถึงกันและมีอุปการะแก่กัน ทั้งฝ่ายวิทยาศาสตร์และฝ่ายศิลปศาสตร์ไม่มีวิชาใดที่นำมาใช้ได้โดยลำพังหรือเฉพาะอย่างได้เลย”
พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่
คณะครูใหญ่โรงเรียนและนักเรียนที่ได้รับพระราชทานรางวัล
ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2521

“…วิทยาการทั้งปวงต่างสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องถึงกันและสนับสนุนส่งเสริมกันอยู่ทั้งสิ้นไม่อาจแยกออกจากกันให้เด็ดขาดได้…ไม่ว่าจะปฏิบัติงานอย่างหนึ่งอย่างใด จำเป็นต้องรวมหลักวิชาหลากหลาย ๆ สาขานำมาใช้เป็นเครื่องช่วยปฏิบัติโดยครบถ้วนเสมอ จึงจะบังเกิดผลที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้…”
พระบรมราโชวาทพระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
มหาวิทยาลัยมหิดล ณ สวนอัมพร
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2524

“…วิทยาการทุกอย่างมิใช่มีขึ้นในคราวหนึ่งคราวเดียวได้ หากแต่ค่อย ๆ สะสมกันมาทีละเล็กละน้อยจนมากมายกว้างขวาง การเรียนวิทยาการก็เช่นกัน บุคคลจำจะต้องค่อย ๆ เรียนรู้ให้เพิ่มพูนขึ้นมาตามลำดับ ให้ความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นนั้นเกิดเป็นรากฐานรองรับความรู้ที่สูงขึ้น ลึกซึ้งกว้างขวางขึ้นต่อ ๆ ไป…”
พระบรมราโชวาทพระราชทาน
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2519



“…ปัจจุบันมีความคิดทฤษฎีอยู่มากทั้งเก่าและใหม่สำหรับให้ปฏิบัติ ผู้สำเร็จการศึกษาซึ่งเป็นบัณฑิตเป็นผู้รู้ ควรจะมีหลักในการเลือก การประสม และการปฏิบัติทฤษฎีนั้น ๆ อย่างมีเหตุผล…เลือกเฟ้นทฤษฎีเหล่านั้นก่อน แล้วนำเอาแต่ส่วนที่เชื่อได้แน่ว่าดีว่าถูกต้องมาใช้การให้ได้ผลที่พึงประสงค์จึงจะเกิดเป็นผลดีแก่การศึกษาของชาติ ทำให้การศึกษาเจริญงอกงามและมั่นคง ทั้งเหมาะสมและสอดคล้องแก่สภาพการณ์ทุกอย่างของประเทศของโลกอย่างสมบูรณ์…”
พระบรมราโชวาทพระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก
เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517

“…การทำงานด้านการศึกษานั้น ปัจจุบันนี้มีแนวความคิดและทฤษฎีทั้งเก่าและใหม่ สำหรับให้เลือกปฏิบัติอยู่มากมาย นักการศึกษาจำเป็นต้องศึกษา วิเคราะห์ วิจัยทฤษฎีเหล่านั้นอย่างละเอียดสุขุม และมีเหตุผล ให้เห็นส่วนที่เป็นประโยชน์และส่วนที่มิใช่ประโยชน์ เพื่อเลือกเอาส่วนที่ถูกต้องนำมาประกอบกันใช้การให้ได้ผลอันสมบูรณ์ที่พึงประสงค์…”
พระบรมราโชวาทพระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตมหาสารคาม
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517

ที่มา •
: สังเคราะห์ วิเคราะห์ และประยุกต์ แนวพระราชดำรัสด้านการศึกษาและการพัฒนาคน
ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์