บุคคลสำคัญ

โดย ปียนัยน์ ภู่เจริญ  - 12 พ.ย. 2548


พลโทเจ้าบุญวาทย์ วงศ์มานิตย์ (บุญทวงศ์)





ประสูติ      วันที่ 6 แรม 7 ค่ำ เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.240

บิดา      เจ้านันท์ไชยชวลิต      มารดา      เจ้าแม่ฟองแก้ว

การศึกษา      ได้รับการศึกษาภาษาไทยภาคเหนือ หรือคำเมือง ในสำนักอภิไชย
วัดเชียงมั่น หนังสือไทยกลาง ได้ศึกษาในคุ้มเจ้าหลวง


ประวัติ
เมื่อปี พ.ศ.1224 พระเจ้าอนันตยศ ได้สร้างเมืองใหม่สองเมืองขึ้น ชื่อว่า " นครเขลางค์ " และ " นครอาลัมภางค์ " ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกัน ต่อมาได้มีการเรียกชื่อเมืองทั้งได้สั้นและเปลี่ยนไปตามกาลเวลา กลายเป็นเมือง " นครลำปาง " จนกระทั่งปี พ.ศ.1600เป็นต้นมา นครลำปางได้ตกอยู่ในอำนาจของ มอญ ขอม นครเชียงใหม่และพม่า ผลัดเปลี่ยนกันไป แล้วแต่ว่าพวกไหนมีอำนาจมากกว่ากัน เมื่อปี พ.ศ.2275 (สมัยกรุงศรีอยุธยา) นายทิพย์ช้าง ซึ่งเป็นพรานป่าล่าช้าง ได้ขับไล่พม่าออกจากนครลำปางได้สำเร็จจึงได้รับสถาปนาเป็น " พระยาสุลวะฤาไชยสงคราม "ครองนครลำปาง เมื่อ พ.ศ.2279 ต่อมาเจ้าชายฟ้าแก้วพระโอรสของพระยาสุลวะ ฤาไชยสงคราม ได้ครองนครลำปาง และ เป็นต้นตระกูลเจ้าเจ็ดองค์ ที่เรียกว่า "เชื้อเจ็ดตน" อันมี เจ้ากาวิละ, เจ้าคำโสม,เจ้าน้อย, เจ้าดวงทิพย์, เจ้าหมูหล้า, เจ้าคำพัน และ เจ้าบุญมา ซึ่งได้ครองเมืองต่าง ๆ ในลานนาไทยนับเป็นต้นตระกูลของตระกูล ณ ลำปาง, ณ ลำพูน และ ณ เชียงใหม่ ในรัชกาลที่ 4 แห่งรัตนโกสินทร์ มีการเปลี่ยน ตำแหน่งเป็น " เจ้า" สำหรับเจ้าผู้ครองนครลำปางเป็นคนสุดท้ายคือ พลโท เจ้าบุญวาทย์ วงศ์วานิตย์ โดยนครลำปางขึ้นกับมณฑลพายัพ
เมื่อ ร.ศ.121 หรือ พ.ศ.2445 พวกเงี้ยวในมณฑลพายัพ ได้ก่อการกำเริบเป็นกบฏขึ้น โดยเฉพาะที่จังหวัดแพร่เป็นแห่งแรกหัวหน้าเงี้ยวชื่อ พะกาหม่อง ร่วมกับพระยาพิริยพิชัย (เจ้าน้อย เทพวงศ์) เจ้าผู้ครองนครแพร่ในขณะนั้นคิดการทรยศ เข้ายึดอำนาจการปกครองจังหวัดแพร่และฆ่าพระยาชัยบูรณ์ ( ต่อมาได้เลื่อนเป็นพระยาราชธานนท์ ) ข้าหลวงเมืองแพร่ ซึ่งทำการขัดขวางในเมื่อมีสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ จอมพลมหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ได้แบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งอยู่ในการบังคับบัญชาของท่านเอง ดำเนินการปราบปรามเงี้ยวเมืองแพร่ อีกส่วนหนึ่งอยู่ในหนึ่งอยู่ในการบังคับบัญชาของ พระยาอนุชิตชาญไชย ยกไปปราบกบฏเงี้ยวที่ลำปาง หลังจากปราบเงี้ยว ทั้งสองแห่งแล้วจอมพลมหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ได้เดินทางไปเยี่ยมนครลำปาง และได้หารือกับเจ้าบุญวาทย์ วงศ์วานิต ดำริที่จะจัดตั้งกองกำลังทหารขึ้นที่จังหวัดลำปาง เพื่อป้องกันมิให้มีเหตุร้ายเกิดขึ้นอีก นอกจากนั้นนครลำปาง ยังเป็นเมืองชายพระราชอาณาเขต ซึ่งเป็นศูนย์กลางติดต่อกับ จังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย, แพร่, น่าน, อุตรดิตถ์ สมควรมีกองทหารตั้งขึ้น ซึ่งเจ้าบุญวาทย์ ฯก็เห็นพ้องด้วย และ พร้อมที่จะให้ความสะดวกทุกประการ ดังนั้นหลังจากที่จอมพลมหาอำมาตย์เอกเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรียกกองทัพกลับถึงกรุงเทพมหานครแล้ว ได้เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลเรื่องนี้ให้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบในที่สุดได้ทรงมีพระบรมราชานุญาต ให้จัดตั้งกองทหารขึ้นที่จังหวัดลำปางได้กองทหารที่ตั้งขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดลำปาง อยู่ในการบังคับบัญชาของ พันตรี หลวงพิทธยุทธ ยรรยง ตั้งอยู่ในบริเวณ วัดป่ารวกอำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ต่อมา พ.ศ.2448 เจ้าบุญวาทย์ วงศ์วานิต เห็นว่าค่ายทหารอยู่ในวัดป่ารวกไม่เหมาะสม จึงอุทิศที่ดินของท่านที่ม่อนสันติสุข ริมฝั่งห้วยแม่กระติ๊บให้เป็นที่ตั้งค่ายทหาร พร้อมกับปลูกอาคารไม้ให้อีกหลังหนึ่ง เมื่อสำเร็จเรียบร้อยแล้วจึงเคลื่อนย้ายหน่วยทหารจากวัดป่ารวกเข้ามาที่ตั้งใหม่และอยู่มาจนกระทั่งทุกวันนี้ ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารคนแรกที่เข้ามาที่ตั้งใหม่ คือ พันตรีหลวงศัลยุทธวิธิการ ( เล็ก ปาณิกบุตร ) ต่อมาได้เป็น พลโทพระยากลาโหมราชเสนาค่ายทหารที่จังหวัดลำปางแห่งนี้ ได้เจริญขึ้นมาตามลำดับ ในที่สุดเมื่อ 8 เมษายน พ.ศ.2495 ได้พระราชทานนามค่ายว่า" ค่ายสุรศักดิ์มนตรี " เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ จอมพลมหาอำมาตย์เอกเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ( เจิม แสงชูโต ) ซึ่งเป็นแม่ทัพสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ได้ยกพลไปปราบกบฏเงี้ยวและได้มาพัก ณ บริเวณค่ายแห่งนี้ ตลอดระยะเวลาที่รับราชการ ได้ปกครองและนำนครลำปางไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมกับหัวเมืองต่างๆ มากมาย และอยู่ในช่วงระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปสู่อารายธรรมสมัยใหม่ จึงเป็นที่ชื่นชมของชาวลำปาง และทำให้ลำปางกลายเป็นเมืองแนวหน้าของหัวเมืองฝ่ายเหนือ ท่านเองยังได้บริจาคเงิน ที่ดิน รวมทั้งทุ่มเทกำลังกายกำลังใจให้กับเมืองลำปาง จนตัวท่านกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเมืองลำปางดังที่ปรากฏอยู่ในทุกวันนี้ สถานที่ต่างๆ ที่ได้สร้างไว้ เช่น ศาลากลางจังหวัดลำปาง โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ปรับปรุงเรื่องสาธารณูปโภคต่างๆ ในลำปาง โดยในสมัยของท่าน รถไฟได้ขึ้นมาถึงลำปาง รถม้าได้อพยพจากกรุงเทพมาอยู่ลำปาง สะพานรัษฎาภิเษก ที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดลำปาง ก็ได้สร้างเสร็จในสมัยของท่านด้วยเช่นกัน






พลโทบุญวาทย์ วงศ์มานิตย์ ได้ทำคุณประโยชน์อย่างอเนกอนันต์ให้กับเมืองลำปาง จึงได้ตั้งชื่อถนนสายกลาง ซึ่งเป็นสายที่สำคัญที่สุดของจังหวัดลำปาง เพราะเป็นถนนย่านการค้า ที่สำคัญและมีความเจริญว่า ถนนบุญวาทย์ เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ท่านตราบเท่าทุกวันนี้











หลวงพ่อเกษม เขมโก





กำเนิด
      วันพุธ แรม 4 ค่ำ เดือนยี่เหนือ ปีชวด ตรงกับวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2455

บิดา      เจ้าน้อยหนู มณีอรุณ      มารดา      เจ้าแม่บัวจ้อน ณ ลำปาง

ประวัติ
เมื่อปี พ.ศ.2455 เจ้าหนูน้อย ณ ลำปาง รับราชการเป็นปลัดอำเภอ ภรรยาชื่อ เจ้าแม่บัวจ้อน ณ ลำปาง อยู่กินกันมาอย่างมีความสุข ในที่สุด เจ้าแม่บัวจ้อนได้ตั้งครรภ์ และพอถึงกำหนดคลอดตรงกับวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2455 ตรงกับวันพุทธ เดือนยี่ (เหนือ) ปีชวด ร.ศ.131 ค.ศ.1912 เจ้าแม่บัวจ้อน ให้กำเนิดทารกเพศชาย เป็นลูกคนแรกของครอบครัว บิดามารดาก็ได้ตั้งชื่อทารกนั้น เกษม ณ ลำปาง เพราะเด็กชายเกษม ณ ลำปาง ได้เกิดมาในเชื้อสายของเจ้าทางเหนือ จึงได้รับการยกย่องของคนทั่วไป ทุกคนต่างเรียกกันว่า เจ้าเกษม ณ ลำปาง หลังจากที่ได้คลอดบุตรมาได้ไม่กี่ปี เจ้าแม่บัวจ้อนได้ให้กำเนิดทารกอีกคน แต่เป็นเพศหญิง ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องของ เจ้าเกษม สืบสายเลือด แต่ทว่าเจ้าแม่น้อยคนนี้วาสนาน้อย ได้เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อวัยเด็ก เจ้าเกษม ณ ลำปาง เป็นคนมีลักษณะค่อนข้างเล็กบอบบาง ผิวขาวแต่ดูเข้มแข็ง คล่องแคล่ว และมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เป็นเด็กที่ชอบซน คืออยากรู้อยากเห็น เมื่อถึงวัยเรียน เจ้าเกษม ณ ลำปาง ได้รับการศึกษาระดับประถมที่โรงเรียนบุญทวงศ์อนุกูล ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ อ.เมือง จ.ลำปาง สมัยนั้นเปิดเรียนชั้นสูงสุดแค่ชั้นประถมปีที่ 5 เท่านั้น เจ้าเกษม ณ ลำปาง ได้ศึกษาจนจบชั้นสูงของโรงเรียน คือชั้นประถมปีที่ 5 ใน พ.ศ.2466 ขณะนั้นอายุ 11 ปี เมื่อออกจากโรงเรียนก็ไม่ได้เรียน อยู่บ้าน 2 ปี ใน พ.ศ.2468 อายุขณะนั้นได้ 13 ปี เจ้าเกษม ณ ลำปาง ก็ได้มีโอกาสเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยบรรพชาเป็นสามเณร เนื่องในโอกาสบรรพชาหน้าศพ (บวชหน้าไฟ) ของเจ้าอาวาสวัดป่าดั๊ว ครั้นบวชได้เพียง 7 วันก็ลาสิกขาออกไป ต่อมาอีก 2 ปี ราว พ.ศ.2470 ขณะนั้นมีอายุ 15 ปี เจ้าเกษม ณ ลำปาง ก็ได้มีโอกาสเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้งหนึ่ง โดยบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดบุญยืน จ.ลำปาง เมื่อบรรพชาแล้วสามเณรเจ้าเกษม ณ ลำปาง ก็ได้จำพรรษาศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดบุญยืนนั่นเอง สามเณรเจ้าเกษม ณ ลำปาง เป็นคนที่ทำอะไรจริงจัง เรียนทางด้านปริยัติศึกษาธรรมะจนถึง ปี พ.ศ.2474 สามเณรเจ้าเกษม ก็สามารถสอบนักธรรมชั้นโทได้ ครั้นมีอายุได้ 21 ปี อายุครบที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุได้แล้ว จึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุในปี พ.ศ. 2475 ณ พัทธสีมา วัดบุญยืน โดยมีพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมจินดานายก (ฝ่าย) เจ้าอาวาสวัดบุญวาทย์วิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระคุณเจ้าท่านพระครูอุตตร วงศ์ธาดา หรือที่ชาวบ้านเหนือรู้จักกันในนาม ครูบาปัญญาลิ้นทอง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และยังพระเดชพระคุณท่านพระธรรมจินดานายก(อุ่นเรือน) เจ้าอาวาสวัดป่าดั๊วเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า เขมโก แปลว่า ผู้มีธรรมอันเกษม หลังจากได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว พระภิกษุเกษม เขมโกก็ได้ศึกษาทางด้านภาษาบาลี ซึ่งเป็นการศึกษาปริยัติอีกแขนงหนึ่ง ที่สำนักวัดศรีล้อม สมัยนั้นก็มีอาจารย์หลายรูป เช่น มหาตาคำ พระมหามงคลเป็นครูผู้สอน และยังได้ไปศึกษาที่สำนักวัดบุญวาทย์วิหาร ซึ่งมีพระมหามั่ว พรหมวงศ์ และพระมหาโกวิทย์ โกวิทญาโน เป็นครูสอน ในเวลาเดียวกันนั้น พระภิกษุเจ้าเกษม เขมโก ก็ได้ไปศึกษาทางด้านปริยัติในแผนกนักธรรมต่อที่สำนักวัดเชียงราย ครูผู้สอนคือ พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพวิสุทธิโสภณ เจ้าคณะจังหวัดลำปางสมัยนั้น ปรากฏว่าพระภิกษุเจ้าเกษม เขมโก ก็สามารถสอบนักธรรมชั้นเอกได้ในปี พ.ศ.2479 ส่วนทางด้านการศึกษาบาลีนั้น ท่านเรียนรู้จนสามารถเขียนและแปลได้เป็น (มคธ) เป็นอย่างดี เมื่อสำเร็จทางด้านปริยัติพอควรแล้ว สามารถนำไปปฏิบัติได้โดยไม่หลงทาง ท่านจึงหันมาปฏิบัติต่อไปจนแตกฉาน แค่นั้นยังไม่พอ พระภิกษุเกษม เขมโก ได้เสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ จนกระทั่งได้ทราบข่าวภิกษุรูปหนึ่งมีชื่อเสียงในด้านวิปัสสนา ภิกษุรูปนี้ คือครูบาแก่น สุมโน อดีตเจ้าอาวาสวัดประตูป่อง ครูบาแก่น สุมโน เป็นพระภิกษุสายวิปัสสนา ถือธุดงค์เป็นวัตร หรือที่เรียกกันว่า พระป่า หรือภาษาทางการเรียกว่า พระภิกษุฝ่ายอรัญญวาสี ตอนนั้นครูบาแก่นท่านได้ธุดงค์แสวงหาความวิเวกทั่วไป ยึดถือป่าเป็นที่บำเพ็ญเพียร นอกจากมีชื่อเสียงในด้านวิปัสสนาแล้ว ท่านยังเก่งรอบรู้ในด้านพระธรรมวินัยอย่างแตกฉานอีกด้วย พระภิกษุเกษม เขมโก จึงเดินทางไปขอฝากตัวเป็นศิษย์และได้อธิบายความต้องการที่จะศึกษาในด้านวิปัสสนาให้ครูบาแก่นฟัง ครูบาแก่น สุมโน เห็นความตั้งใจจริงของภิกษุเกษม เขมโก ท่านจึงรับไว้เป็นศิษย์ และได้นำภิกษุเกษม เขมโก ออกท่องธุดงค์ไปแสวงหาความวิเวกและบำเพ็ญเพียรตามป่าลึกตามที่ภิกษุเกษม เขมโก ต้องการ จึงถือได้ว่า ครูบาแก่น สุมโน รูปนี้เป็นอาจารย์ทางวิปัสสนากรรมฐานรูปแรกของ พระภิกษุเจ้าเกษม เขมโก ดั้งนั้น พระภิกษุเกษม เขมโก จึงได้เริ่มก้าวไปสัมผัสชีวิตของภิกษุฝ่ายอรัญญวาสี ประกอบกับจิตของท่าน โน้มเอียงมาทางสายนี้อยู่แล้ว จึงไม่ใช่เป็นเรื่องลำบากสำหรับในการไปธุดงค์ กลับเป็นการได้พบความสงบสุขโดยแท้จริง กับความเงียบสงบซ้ำยังได้ดื่มด่ำกับรสพระธรรมอันบังเกิดท่ามกลางความวิเวก พระภิกษุเกษม เขมโก จึงมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง โดยมีครูบาแก่นแนะอุบายธรรมอย่างใกล้ชิด ต่อมา เจ้าอธิการคำเหมย เจ้าอาวาสวัดบุญยืนถึงแก่มรณภาพลง ทำให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืนว่าง ทางคณะสงฆ์จึงต้องเลือกภิกษุที่มีคุณสมบัติมาปกครองดูแลวัด เพื่อเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อไป คณะสงฆ์จึงได้ประชุมกัน และต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะเป็นภิกษุเกษม เขมโก เพราะเป็นพระที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าอาวาสองค์ เมื่อท่านได้รับเลือกเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืน ท่าก็ไม่ยินดียินร้ายแต่ท่านก็ห่วงทางวัด เพราะท่านเคยจำวัดนี้ ท่านก็เห็นว่า บัดนี้ทางวัดบุญยืนมีภารกิจต้องดูแล ก็ถือว่าเป็นภารกิจทางศาสนาเพราะท่านเองต้องการให้พระศาสนานี้ดำรงอยู่ จึงไม่อาจจะดูดายภารกิจนี้ได้ จึงยอมรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืน ครูบาเจ้าเกษม เขมโก อยู่ในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืนเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.2492 ท่านก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส ทำหนังสือลาออกกับพระเดชพระคุณท่านเจ้าพระอินทรวิชาจารย์ (ท่านเจ้าคุณอิน อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำปาง) แต่ก็ถูกท่านเจ้าคุณยับยั้งไว้ ครูบาเจ้าเกษม เขมโก จึงจำใจกลับไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืนอีกระยะหนึ่งนานถึง 6 ปี ท่านคิดว่าควรจะหาภิกษุที่มีคุณสมบัติมาแทนท่าน เพราะท่านอยากจะออกธุดงค์ ดังนั้นท่านจึงตัดสินใจสละตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืน โดยยื่นใบลากับคณะสงฆ์ในเขตปกครอง ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงเดินทางไปลาออกกับเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งอยู่ที่วัดเชียงราย แต่ท่านเจ้าคณะจังหวัดก็ไม่อนุญาต เมื่อท่านลาออกไม่สำเร็จประมาณปี พ.ศ.2492 ก่อนเข้าพรรษาในปีนั้น หลวงพ่อก็หนีออกจากวัดบุญยืนก่อนเข้าพรรษา เพียงวันเดียวโดยไม่มีใครรู้ พอเช้าวันรุ่งขึ้นเข้าพรรษา หมู่ศรัทธาก็นำอาหารมาเตรียมถวายในวิหาร ทุกคนรอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นหลวงพ่อเกษม จึงเกิดความวุ่นวายเที่ยวตามหาตามกุฏิก็ไม่พบหลวงพ่อเกษม พอมาที่ศาลาทุกคนเห็นกระดาษวางบนธรรมาสน์เป็นข้อความที่หลวงพ่อเกษมเขียน ลาศรัทธาชาวบ้านยาวถึง 2 หน้ากระดาษ แต่พวกชาวบ้านก็ไม่ละความพยายาม เพราะชาวบ้านเหล่านี้ศรัทธาในตัวหลวงพ่อ พอรู้ว่าหลวงพ่ออยู่ที่ไหนเมื่อรวมกันได้ 40-50 คน ก็ออกเดินทางไปตามหาหลวงพ่อเกษม และไปพบหลวงพ่อที่ศาลาวังทาน หลวงพ่อเกษมได้ปฏิบัติธรรมที่นั่น พวกชาวบ้านได้อ้อนวอนหลวงพ่อ ขอให้กลับวัด บางคนร้องไห้เพราะศรัทธาในตัวหลวงพ่อมาก แต่หลวงพ่อเกษมท่านก็นิ่งไม่พูดไม่ตอบ จนพวกชาวบ้านต้องยอมแพ้ ตลอดพรรษาปี 2492 พวกชาวบ้านเห็นโยมแม่ของหลวงพ่อมา ก็สร้างตูบกระท่อมอยู่ข้างวัดแม่อาง ส่วนหลวงพ่อเข้าบำเพ็ญภาวนาในป่าช้าบนดอยแม่อาง บำเพ็ญภาวนาบารมีวิปัสสนาปฏิบัติธรรมได้หนึ่งพรรษา โยมแม่บัวจ้อนได้พำนักที่ข้างเนินดอยได้พักหนึ่งก็ล้มป่วยลงด้วยโรคไข้ป่า ชาวบ้านก็ไปตามหมอทหารมาฉีดยารักษาให้ แต่โยมแม่ท่านมีสติที่เข้มแข็ง และยังได้สั่งเสียเณรเวทย์ว่ามีเงินซาวเอ็ดบาท ให้เก็บไว้ถ้าโยมแม่ตายให้เณรไปบอกลุงมา เมื่อสั่งเสร็จโยมแม่ก็หลับตา เณรเวทย์ก็ไปบอกหลวงพ่อเกษม หลวงพ่อก็มา ท่านได้นั่งดูอาการของโยมแม่ท่านนั่งสวดมนต์ เป็นที่น่าแปลกใจขณะที่หลวงพ่อสวดมนต์ มีผึ้งบินมาวนเวียนตอมไปตอมมาสักครู่ใหญ่ ๆ โยมแม่ก็ถอดจิตอย่างสงบ นัยน์ตาหลวงพ่อเกษมมีน้ำตาค่อย ๆ ไหลขณะที่ท่านแผ่บุญกุศลให้กับโยมแม่ ศพของโยมแม่บัวจ้อน มีเณรเวทย์และชาวบ้านได้มาช่วยจัดการจนเสร็จพิธี ศพของโยมแม่บัวจ้อนเผาที่ป่าช้าแม่อาง หลังจากที่เสร็จพิธีงานศพโยมแม่จ้อนแล้ว กลับมาบำเพ็ญภาวนาที่ป่าช้าศาลาวังทานอีกเพียงหนึ่งพรรษา ท่านก็เดินทางไปอยู่ที่ป่าช้านาป้อ และกลับมาอยู่ประตูม้า ซึ่งก็คือสุสานไตรลักษณ์ในปัจจุบัน หลวงพ่อเกษม เขมโก ท่านได้ปฏิบัติธรรมจนเป็นพระที่ขาวสะอาด และเป็นที่เคารพสักการะของคนทั่วประเทศ ศีลบริสุทธิ์ตามพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเป็นพระไม่ติดยึดใคร ต้องการอะไร ขออะไร ไม่เคยปฏิเสธ จนสังขารของท่านดูแล้วไม่แข็งแรง แต่จิตของหลวงพ่อแข็งแรง และท้ายที่สุดหลวงพ่อเกษม เขมโก ได้ละสังขาร ณ ห้องไอซียูโรงพยาบาลศูนย์ภาคเหนือ จังหวัดลำปาง เมื่อเวลา 19.40 น. ของวันจันทร์ที่ 15 มกราคม 2539 ซึ่งตรงกับวันแรม 11 ค่ำ เดือน 2 ยังความอาลัยเศร้าโศกเสียใจมายังหมู่ศานุศิษย์ทั่วประเทศ