สิ่งประดิษฐ์คิดสร้างสรรค์วัสดุท้องถิ่น

โดย นางวีรญา แต้มคล่อง  - 27 ม.ค. 2550


ท่านคิดไหมว่า ในโลกของเรานี้ยังมีสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายที่เราคิดไม่ถึง เช่น การนำวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาคิดประดิษฐ์เป็นสิ่งต่าง ๆ ที่แปลกใหม่ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ โดยการใช้ความคิดสร้างสรรค์ของเราเอง เป็นการใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้คุ้มค่า และยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วย

            
มาเป็น
                  นักประดิษฐ์คิดสร้างสรรค์กันเถิด
ขวดน้ำอัดลมลวดลาย ด้วยวัสดุภูมิปัญญาท้องถิ่น
      ท่านเคยคิดบ้างไหมว่า เราจะสามารถนำขวดเปล่าของน้ำอดลมที่ใช้จนหมดเกลี้ยงแล้วมาทำให้เกิดประโยชน์อะไรได้บ้าง นอกจากโยนทิ้งไปเฉยๆ
      แน่นอนล่ะ วันนี้เรามีวิธีทำที่ง่ายๆน่าสนใจมาบอกว่า แม้แต่ขวดน้ำอัดลมที่เราใช้น้ำหมดแล้วเราก็ยังนำมาใช้ประโยชน์อย่างสวยงามได้ด้วย
      อุปกรณ์สำหรับการประดิษฐ์ในครั้งนี้ ก็มี ขวดน้ำอัดลมเปล่าๆที่ดื่มน้ำหมดแล้ว จะเป็นขวดขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้จำนวน 1 ใบ จากนั้นก็มีคัตเตอร์ กรรไกร กระดาษสา กาวลาเท็กซ์ และวัสดุตกแต่งให้สวยงาม
      
      ขั้นแรกสุดเราก็ใช้คัตเตอร์ตัดกึ่งกลางขวดออกเป็น 2 ส่วนจากนั้นก็ใช้กรรไกรตัดส่วนปลายขวดด้านบนออกเป็น 6 ส่วนเท่ากันเพื่อไว้สำหรับให้ปากอ้าได้เวลาใส่ก้นขวด จากนั้นเราก็ฉีกกระดาษสาติดกาวแปะลงไปรอบๆขวดทั้งด้านล่างและด้านบนโดยติดให้แน่นตามลวดลายที่ได้ออกแบบไว้ตามความคิดสร้างสรรค์
      สุดท้ายเราก็ตกแต่งด้วยวัสดุที่เตรียมไว้ เช่นผ้าลูกไม้ ดอกไม้ต่างๆตามต้องการ เวลานำไปใช้เราก็นำกระดาษทิชชูใส่ลงไปในขวดแล้วปิดส่วนบนดึงกระดาษทิชชูออกทางปากขวด แค่นี้เราก็ได้ที่ใส่กระดาษทิชชูซึ่งทำจากขวดน้ำอัดลมที่ใช้แล้วและประดิษฐ์ด้วยกระดาษสาจากวัสดุที่ทำมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้วค่ะ















ตัวอย่างความคิดสร้างสรรค์
                              ประดิษฐ์โดยนักเรียนโรงเรียนอนุบาลลำปาง







ความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างไรเราควรรู้

      ศักยภาพของบุคคลนั้นมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ คือ การคิด (Thinking) และการแสดงออกในทางปฏิบัติ (Execution) ซึ่งทั้ง 2 ประการดังกล่าว มีสมองเป็นกลไกที่สำคัญที่สุด นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า สมองแต่ละซีกของมนุษย์มีคุณสมบัติแตกต่างกัน คือสมองซีกซ้าย มีหน้าที่เกี่ยวกับการคำนวณ ค้นหาเหตุผลการวิเคราะห์ และการสั่งการเป็นต้น สมองซีกขวา มีหน้าที่เกี่ยวกับศิลปะ จังหวะ ดนตรี สีสัน และมาตราวัดต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ได้กล่าวว่าคน ที่จะเป็นที่ยอมรับว่าเป็นผู้มี มันสมองดีจริงนั้น จะต้องประกอบไปด้วยองค์ 3 คือ (1) คิดเร็ว (2) คิดถูก (3) ตนเองทำได้สำเร็จตาม ความคิดนั้น
ความคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking)
คือ ความคิดที่แปลกแตกต่าง เป็นสิ่งใหม่และเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติ
การก่อรูปความคิดสร้างสรรค์
1 สะสม คือ การสั่งสมความรู้ทั่วไปอย่างสม่ำเสมอ
2. บ่มเพาะ คือ ครุ่นคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ
3. สุกงอม คือ ปล่อยความคิด
4. จุดประกาย คือ เกิดความคิดใหม่
5. เกิดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งผิดแปลกแตกต่างจากเดิม เกิดความคิดสิ่งใหม่ขึ้นมา
6. ตกผลัก คือ การเข้าใจในสิ่งนั้นอย่างกระจ่างชัด
7. ขับเคลื่อน คือ นำความคิดนั้นไปสู่รูปธรรม
8. สู่นวัตกรรม คือ เกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมา

เทคนิคการฝึกความคิดสร้างสรรค์
1. ใช้ความคิดตลอดเวลา โดยตั้งคำถามและหาเหตุผลในคำตอบ
2.ฝึกการคิดอย่างรอบด้าน ไม่ยึดติดแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งเพียงด้านเดียว
3. สลัดความคิดครอบงำ โดยไม่จำกัดกรอบความคิดของตนเองไว้กับความ เคยชิน
เก่า ๆ
4. จัดระบบความคิด โดยหาเหตุผลจัดระบบความคิดการเปรียบเทียบ การมองหลายมิติ หรือค้นหาความจริง
5. ยึดมั่นในหัวใจนักปราชญ์ ได้แก่ ฟัง คิด ถาม เขียน ซึ่งอาจใช้การระดมสมองเป็นตัวกระตุ้น
6. ฝึกความเป็นคนช่างสังเกตจดจำ เป็นการสั่งสมประสบการณ์และกระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่
7. ฝึกการระดมพลังสมอง เป็นการรวบรวมความคิดสร้างสรรค์ของบุคคล หลายๆ ฝ่าย
8. พยายามสร้างโอกาสแห่งความบังเอิญ คือ บางสิ่งไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเลย อาจจะเป็นคำตอบต่อปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นได้
9. ไม่กลัวความล้มเหลวหรือการเสียหน้า เพราะการเสนอความคิดเห็นไม่มีถูก หรือผิด
10. ไม่ย้ำรอยอยู่แต่ความสำเร็จเดิม เช่น การกระทำทุกอย่างเมื่อเห็นว่าดี ประสบความสำเร็จแล้ว ต่อไปควรจะพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วยวิธีการใหม่
เทคนิคการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
1.      ทฤษฎีกระดาษเปล่า (Blank paper theory) หมายถึงการไม่ตีกรอบความคิดอื่น ไม่คิดถึงปัญหา อุปสรรค ขีดจำกัดหรือ ความเป็นไปไม่ได้
2.      การรวมและการแยก (Integrate & Separate) คือ การรวมกันจะเกิดอะไรขึ้นดีขึ้นไหม หรือทำอย่างไรให้ดีขึ้นกว่าเดิม ถ้าหากแยกกันจะเกิดอะไรขึ้น มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหนและทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร
3.      การตั้งคำถาม (Inquiry)
- ถามเหตุผล ว่าทำไม
- ถามสมมุติ ถ้าเป็นอย่างนี้และจำทำอย่างไร
- ถามเปรียบเทียบเชิงพัฒนา เช่น
- อะไรที่คนอื่นทำแล้วแต่เรายังไม่ได้ทำ
- เราทำได้ไหมและจะต้องรีบทำอะไร
- อะไรที่เราทำแล้วแต่คนอื่นทำดีกว่า
- ถามต่อเนื่อง เช่น ทำอะไร ทำได้ไหม ทำอย่างไร จะต้องเปลี่ยนแปลงอะไร
4. การเลียนแบบ (Synetics) คือ การทำให้แตกต่าง ก้าวหน้า ดีกว่าเดิมแล้วกระโดดไปสู่
งานใหม่
5. การเพิ่มมูลคำ (Value Added) เช่น ปรับแต่งให้ดีขึ้นกว่าของเดิม แปรรูปจากของเดิมเป็นสิ่งใหม่นำของเก่ากลับมาใช้ใหม่ โดยทำให้เสียน้อยที่สุดและมีการประกันความเชื่อมั่นใน สิ่งนั้น
ความคิดเชิงสัมพันธ์ (Relative Thinking)
กฎข้อที่ 1 ทุกสรรพสิ่งไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ได้โดดๆ ล้วนต้องเกี่ยวเนื่องผูกพันกับสิ่งอื่น
กฎข้อที่ 2 ทุกสรรพสิ่งย่อมมีความแตกต่าง
กฎข้อที่ 3 ทุกสรรพสิ่งอยู่ได้ด้วยเอกภาพด้านตรงกันข้าม
กฎข้อที่ 4 ทุกสรรพสิ่งย่อมมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง
กฎข้อที่ 5 สิ่งหนึ่งเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลการกระทบต่ออีกสิ่งหนึ่งเสมอ
กฎข้อที่ 6 ไม่มีสิ่งใดสูญหายไปจากจักรวาล
กฎข้อที่ 7 ไม่มีสิ่งใดยืนยงอยู่ได้ตลอดกาล
ความคิดสร้างสรรค์หมายถึง ความคิดหลายทิศทางที่นำไปสู่กระบวนการผลิตสิ่งใหม่ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม องค์กร หรือสังคม คุณลักษณะบุคคลที่มีความสร้างสรรค์มี 10 ประการ ดังนี้
1.มีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งแปลกใหม่
2.มีความมั่นใจตนเอง
3.ไม่กลัวอุปสรรค
4. มีการคิดหลายทิศทาง
5. รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
7. รู้จักสังเกตเปรียบเทียบ
8. วิเคราะห์หาเหตุผล
9. แสวงหาสิ่งใหม่ๆ
10. คิดแต่ในสิ่งที่ดี

ลักษณะบุคคลที่เรียกว่ามีความคิดสร้างสรรค์คือ
1.มีความสามารถด้านการพลิกแพลงแก้ปัญหาต่างๆให้ลุล่วงได้ดี
2.ไม่ชอบทำตามอย่างผู้อื่น โดยมีเหตุผล
3.มีความแน่วแน่กับงานที่ทำ
5. มีจินตนาการแตกต่างจากผู้อื่น
6.มีลักษณะความเป็นผู้นำ
7.ชอบรับประสบการณ์ใหม่ๆ
9.มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง
10.ชอบอิสระและมีความยืดหยุ่น
11. ยอมรับและสนใจสิ่งแปลกใหม่
12.มีความคิดที่ซับซ้อน
13.กล้าเผชิญความจริง
14.ไม่ชอบระเบียบแบบแผน
15.ทำงานเพื่อความสุขและความพอใจของตนเอง
ลักษณะของคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มักจะประกอบไปด้วยการคิดดังต่อไปนี้
๐ การคิดอย่างคล่องแคล่ว คือ การคิดที่คำตอบมีหลายคำตอบให้เลือกมากกว่า 1 คำตอบในเรื่องเดียวกัน
๐ การคิดอย่างริเริ่ม คือ ความคิดที่แปลกใหม่ แตกต่างไปจากความคิดแบบเดิม ๆ ที่จำเจและซ้ำซาก ชอบปรับปรุงเปลี่ยนแปลง กล้าคิดกล้าแสดงออก
๐ การคิดแบบละเอียดรอบคอบ มองอะไรเป็นแบบ 260 องศา คือไม่ใช่แค่การคิดใหม่ ๆ เท่านั้น แต่รวมถึงการให้รายละเอียดต่อความคิดนั้นได้อย่างครบถ้วน รอบด้าน สามารถผสมผสานทำให้เกิดเรื่องใหม่ ๆ สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาได้
๐ การคิดแบบยืดหยุ่น หมายถึง การคิดได้หลากหลายหลายประเภท หลายชนิด และหลายกลุ่ม
การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้กับผู้เรียน
1.ครูควรสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน ในด้านความสนใจ
2.และไม่ควรสกัดกั้นความคิดของผู้เรียน เพราะจะทำให้การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนพัฒนาได้ไม่ดีเท่าที่ควร
3.ครูควรพัฒนาทางอารมณ์ สติปัญญา จิตใจ ของผู้เรียน ให้เรียนรู้อย่างมีความสุข
4.ฝึกให้ผู้เรียนได้มีโอกาสคิดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม และยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ผู้เรียนจะมีความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้น