พระคุณที่สาม

โดย วิภาพร ทองหลิ้ม  - 05 ต.ค. 2544


พระคุณที่สาม
       พระคุณที่สามในที่กล่าวนี้ทุกคนอาจจะคิดว่ามันเป็นอย่างไร มีความสำคัญเช่นไร จึงมาเป็นชื่อว่าพระคุณที่สามในที่จะกล่าวถึงในที่นี้ ซึ่งพระคุณที่สามในที่นี้มีพระคุณต่อเรา รองลงมาจากพระคุณที่สองพระคุณที่หนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นพ่อแม่ของเราเองที่มีพระคุณต่อเรามากมายมากกว่าที่จะบรรยาย


       ในที่นี้เราจะมาพูดถึงพระคุณที่สาม ที่มีพระคุณต่อเราเช่นกัน นั้นก็คือ ครู นั่นเอง ครูมีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบการเรียนการสอนเมื่อพ่อแม่ส่งเด้กเข้ามาเรียนในโรงเรียน ซึ่งครูก็เปรียบเหมือนพ่อแม่คนที่สองของนักเรียน ซึ่งนักเรียนก็ต้องมีความเคารพนับถือ และเชื่อฟังครูเช่นกัน



เป็นรูปการทำงานของครูที่อยู่ในโรงเรียนไม่ใช่แต่งานสอน



บทบาทของครู
       <ม่วง> บรรดาพ่อแม่ ผู้ปกครองทั้งหลาย ต่างก็ตระหนักดีว่าครูมิได้เป็นผู้ที่มีความสำคัญแก่เด็กเฉพาะทางด้านความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียนเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลในการสร้างทัศนคติต่อโรงเรียนและต่อการเรียนรู้โดยทั่ว ๆ ไปอีกด้วย เด็กจะรักโรงเรียนหรือเกลียดโรงเรียนก็อยู่ที่ครู เด็กจะภูใจในโรงเรียนหรือดูถูกโรงเรียนของตนเองก็อยู่ที่ครูเป็นผู้สร้าง ครูเป็นผู้ที่ทำให้โรงเรียนมีความหมายต่อเด็ก ทำให้เด็กเห็นว่าโรงเรียนเป็นสถานที่ที่มีความหมายต่อเขา เป็นธงชัยที่เด็กยึดถือเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ทำความดี ให้มีความขยันขันแข็ง เพื่อความสำเร็จในการเล่าเรียน และเพื่อเป็นเครื่องระงับยับยั้งใจไม่ให้กระทำความชั่วหรือสิ่งที่ไม่ควรกระทำได้เป็นอย่างดี
      <ฟ้า> ในทางตรงกันข้าง ครูก็เป็นบุคคลที่มีอำนาจหรือมีอิทธิพลในการทำลายความอยากรู้อยากเห็น ความกระตือรือร้นตามธรรมชาติของเด็ก ทำลายแรงจูงใจ ตลอดจนทำลายความนับถือตนเองของเด็ก รวมทั้งทำลายความสร้างสรรค์ของเด็กด้วย ได้กล่าวมาแต่ต้นว่าพ่อแม่เป็นผู้มีอิทธิพลต่อ พฤติกรรมของเด็กเป็นมากทั้งในทางดีและทางชั่ว แต่สำหรับในบางเรื่อง ครูจัดว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อเด็กมากกว่าพ่อแม่เสียอีก
       <ม่วง> เหตุใดครูจึงมีอิทธิพลกว่าพ่อแม่ เพราะว่า เด็กได้มีโอกาสได้สัมผัสกับครู ได้อยู่กับครู ได้รับการอบรมสั่งสอนจากครู ในวันหนึ่ง ๆ มากกว่าพ่อแม่ แม้เด็กจะได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ก็จริง แต่ว่าการเรียนการสอนมิได้เกิดขึ้น พ่อแม่ไม่ได้สอนเด็กหรือแนะนำประสบการณ์ใหม่ ๆ แก่เด็ก ประกอบกับการที่พ่อแม่ได้รัการอบรมฝึกฝนมาในเรื่องการสอบเด็ก การปฏิบัติต่อเด็กอย่างอย่างถูกวิธีในการปลูกฝังความสร้างสรรค์ ดังนั้นการใกล้ชิดกับเด็กของพ่อแม่จึงไม่มีประโยชน์ในการปลูกฝังสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในโรงเรียนได้ ผิดกับครูซึ่งได้รับการฝึกอบรบมาเป็นอย่างดีในการอบรมสั่งสอน ฝึกฝนเด็กเพ่อให้เด็กมีความพร้อม มีประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน รู้วิธีการอบรมสั่งสอน ประกอบกับบรรยากาศของโรงเรียน กลุ่มเพื่อน เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการปลูกฝังความสร้างสรรค์ด้วยสภาพของความเหมาะสมดังกล่าว ทำให้ครูเป็นผู้มีอิทธิพลต่อเด็กเป็นอันมากในการปลูกฝังความสร้างสรรค์ในแก่เด็ก ขณะที่เด็กอยู่ในโรงเรียน


เป็นรูปโรงเรียนที่เด็กๆมาศึกษาหาความรู้



หลักการเกี่ยวกับครูโรงเรียนมัธยม
       การสอนในระดับมัธยมศึกษามีวิชาการ ประสบการณ์ และกจิกรรมต่าง ๆ ทั้งในหลักสูตรและนอกหลักสูตรมากเหมือนกัน ไม่เหมือนกับการสอนในระดับอื่น และนักเรียนยังเป็นเด็ก โดยเฉพาะยังเป็นเด็กวัยรุ่น ซึ่งเป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต การดูแลเอาใจใส่ของครูมีความสำคัญ เกือบจะกล่าวได้ว่าสำคัญกว่าทุกระดับการศึกษา ดังนั้นครูที่รับผิดชอบในการสอนระดับมัธยมศึกษาจึงมีความสำคัญมาก
       แม้ว่าจะมีการปฏิรูปปรับปรุงระบบการศึกษาระบบการศึกษาระดับมัธยมอย่างเต็มที่ ทั้งนี้โดยหวังว่าคุณภาพของการมัธยมศึกษาจะดีขึ้น การกระทำดังกล่าวจะไม่เป็นผลดีใด ๆ เลย ถ้าครูโรงเรียนมัธยมศึกษาไม่มีคุณภาพหรือไม่มีประสิทธิภาพสมกับที่จะเป็นครูโรงเรียนมัธยมศึกษา

       มาตรฐานทางวิชาการ ความเป็นนักวิชาการ และบุคลิกภาพส่วนตัวของครู มีความสำคัญและมีอิทธิพลทำให้การสอนได้ผลหรือไม่ได้ผลเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นหลักการเกี่ยวกับครูโรงเรียนมัธยมศึกษาต่อไปนี้สำคัญต่อวงการมัธยมศึกษาที่สุด คือ
1. ครูโรงเรียนมัธยมศึกษาควรจะมีความรูความสามารถในวิชาต่าง ๆ ด้านพุทธิศึกษาดี
2. ครูโรงเรียนมัธยมควรมีนิสัยและทัศนคติรักอาชีพครูอย่างแท้จริง มีความเป็นนักวิชาการ มีความรอบรู้ในความรู้อย่างอื่นทุกด้านด้วย
3. สิ่งแวดล้อมในวงการมัธยมศึกษาควรจะดีด้วย เช่น โรงเรียน อุปการณ์ ที่อยู่ อาคัยของครู สวัสดิการของครู และเงินเดืนของครูที่ก้าวหน้า
4. การฝึกหัดครู เพื่อผลิตครูโรงเรียนมัธยมศึกษา ควรมีแผนงานดีเป็นพิเศษมีการสอนวิชาการต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง และให้รอบรู้กว้างขวางในกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับเด็กวัยรุ่น

       การที่จะทำเช่นนี้ได้ กระทรวงศึกษาธิการและทบวงมหาวิทยาลัยจะต้องตั้งปณิธานที่จะผลิตครูชั้นเยี่ยมออกมาให้ได้โดยเร็วที่สุดเพื่อให้ทันกับความต้องการตามแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบัน
การที่จะสร้างคุณภาพให้แก่วงการศึกษา โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาควรมีหลัก 5 ประการคือ
1. ยกระดับมาตรฐานของคุณภาพของบุคคลที่จะเข้ามาเป็นครูระดับมาตรฐานของคุณภาพดังกล่าว ควรจะอยู่ในระดับเดียวกันกับผู้ที่จะประกอบวิชาชีพสูงอย่างอื่น เช่น แพทย์ วิศวกร ฯลฯ ควรจะถึงเวลาแล้วที่คนส่วนมากจะได้ยกเลิกความเชื่อที่ว่า "ใคร ๆ ก็มาเป็นครูได้" เพราะความเป็นนักวิชาการ และความเป็นครูจะต้องผ่านการฝึกฝนอบรม และได้รับการศึกษามาโดยตรง ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้โดยมิได้รับการฝึกฝนอบรบ
2. ควรมีการคัดเลือกผู้ที่จะมาเรียนครูทั้งในระดับวิทยาลัยครู และระดับมหาวิทยาลัยด้วยวิธีการเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้ครูที่มีทัศนคติที่ดีต่อการเป็นครู และมีความสามารถเหมาะสม ซึ่งได้มีการกำหนดเรื่องนี้ไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ 2520 ข้อ 19 และข้อ 35 ดังนี้

       ข้อ 19 รัฐเป็นผู้จัดการฝึกหัดครูทุกระดับ และพึงดำเนินการผลิตครูเพื่อให้สถานศึกษาต่าง ๆ มีครูผู้สามารถให้การศึกษาได้ผลสมบรณ์ สมความมุ่งหมายตามแผนการศึกษาแห่งชาติ
       รัฐพึงใช้มาตราการพิเศษ คัดเลือกบุคคลที่จะเข้าศึกษาด้านการฝึกหัดครู ทั้งนี้เพื่อให้ได้บุคคลที่มีสติปัญญา ความเหมาะสม และมีความสามารถที่จะเป็นครู
       ข้อ 35 การฝึกหัดครู เป็นการศึกษาที่มุ่งสร้างครูให้สามารถปฏิบัติตนและทำหน้าที่เป็นผู้ก่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาการโดยรอบด้านขึ้นในตัวผู้เรียน เป็นผู้ที่มีคูณธรรม จริยธรรมในระดับวิญญูชนจะพึงปฏิบัติได้ และมีลักษณะสอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยและระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทั้งในแง่บุคลิกภาพทั่วไป ความสัมพันธ์ต่อศิษย์และบทบาทต่อสังคม
3. หลักสูตรฝึกหัดครูทั้งระดับวิทยาลัยและระดับมหาวิทยาทุกระดับชั้น ควรจะเข้มแข็งพอสมควร ลักษณะของหลักสูตรควรเป็นหลักสูตรแบบกว้าง คือมีวิชาเลือกมากมีสาขาวิชาต่าง ๆ มาก แต่บังคับให้เรียนวิชาหลักที่จะต้องออกไปสอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาหรือแม้ในโรงเรียนประถมศึกษา หรือระดับวิชาอาชีวศึกษาอย่างเต็มที่และลึกซึ้ง ครูที่ขาดความรู้ ขาดคุณภาพ การสอนย่อมไม่มีคุณภาพ พลเมืองในอานาคตก็จะไม่มีคุณภาพด้วย
4. ควรมีโครงการหรือแผนการระยะยาวอันแน่นอนในการฝึกอบรมครูประจำการอย่างจริงจังต่อเนื่องเป็นรุ่น ๆ ตลอดปีทุกท้องที่ หมุนเวียนกันจนครบทุกโรงเรียน เมื่อครบแล้วก็จะได้เวลาฝึกอบรบกันใหม่อีกตลอดไป เพราะวิชาการไม่หยุดยั้ง จะต้องพัฒนาเรื่อยไป
5. ควรมีสินน้ำใจทั้งที่เป็นวัตถุและไม่ใช่วัตถุ สวัสดิการและการยกย่องสรรเสริยอย่างเป็นทางการแก่ครูที่ประจำทำการสอนจริง ๆ อย่างเดียว เพื่อให้เป็นกำลังใจให้ครูรักที่จะสอนอย่างดี แทนที่จะพากันเลี่ยงการสอนไปหาความชอบอย่างอื่น



เป็นรูปของครูที่สอนหนังให้ความรู้แก่นักเรียน



<ม่วง> ครูโรงเรียนมัธยมศึกษามีหลายประเภท ที่สำคัญคือ
1. ครูฝ่ายบริหาร ได้แก่ ครูใหย อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ และผู้ช่วย
2. ครูฝ่ายวิชาการ ได้แก่ ครูหัวหน้าสายวิชา ครูประจำชั้น และครูที่สอนวิชาเแพาะ ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ
3. ครูฝ่ายบริการ ได้แก่ ครูแนะแนว ครูบรรณารักษ์ ครูโสตทัศนศึกษา ครูธุรการ และครูพยาบาล
                                          
                              
ครูดีเด่น            ครูแห่งชาติ



มาจาก....
ป. มหาขันธ์, นามแฝง, สอนเด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์ (กรุงเทพฯ :โอเดียนส, 2539), หน้า89- 9
กรมสามัญศึกษา กองการมัธยมศึกษา, การอบรมเตรียมผู้บริหารโรงเรียนมัธยม (กรุงเทพฯ :กรมสามัญศึกษา, 2524), หน้า9-11