ทักษะการเรียนการสอนระดับมัธยม

โดย นพพร ปุกคำ  - 23 ก.ย. 2544



ทักษะการเรียนการสอน
       การเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษานั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในระดับการศึกษาของไทยเพราะถ้าเด็กไทยไม่เกิดการเรียนรู้ในระดับนี้แล้วจะเป็นการยากมากที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเป็นคนดีในอนาคต รวมถึงการที่จะพัฒนาเด็กไทยให้ทัดเทียมกับเด็กต่างชาติได้ ฉะนั้นกิจกรรมการการเรียนการสอนในระดับนี้จะต้องเป็นไปอย่างมีคุณภาพ นอกจากครูจะมีความรู้ทางด้านวิชาการแล้วครูควรจะมีทักษะพื้นฐานการสอน และเด็กก็ควรจะมีทักษะการเรียนรู้ด้วย
การสอนของครูมัธยมควรมีทักษะพื้นฐานดังนี้

1. ทักษะการใช้คำถาม

       คำถามที่เกิดขึ้น จากการเรียนการสอน หรือการอธิบายสาธิต ครูผู้สอนจะต้องเอาใจใส่กับคำถามของนักเรียนด้วย เพื่อเป็นข้อมูลย้อนกลับว่าผู้เรียนไม่เข้าใจตรงไหน ชึ่งครูผู้สอนจะละเลยไม่ได้และจะต้องอธิบายให้นักเรียนเข้าใจจริงก่อนจะสอนเรื่องต่อไป แต่หากผุ้เรียนไม่ถาม ครูก็จะต้องตั้งคำถามขึ้นเอง เพื่อจะได้ประเมินว่าผู้เรียนเข้าใจบ้างแค่ไหน คำถามที่เกิดขึ้นในการสอนมีหลายแบบ อาจจะเป็นคำถามความจำพื้นฐาน หรือคำถามเพือทดสอบความเข้าใจ แต่ถึงอย่างไรผู้สอนควรมีการเตรียมคำถามชึ่งควรมีลักษะณะที่เกี่ยวข้องกับกาารเกิดความรู้ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของผู้เรียนดังนี้
1. )ควรตั้งคำถามสั้นๆตรงจุด
2.) หลีกเลียงการใช้คำถามคลุมเคลือ
3. )ไม่ควรถามคำถามที่ผู้เรียนตอบว่าใช่หรือไม่ใช่
4. )หลีกเลียงการใช้คำถามสองแง่สองงาม
5. )ควรใช้คำถามเป็นช่วงๆ ของการเรียน
6. )ไม่ควรตั้งคำถามให้ผู้เรียนตอบพร้อมกัน
7. )ไม่ทำโทษผู้เรียนที่ตอบคำถามผิดพลาดหรือดุด่าว่ากล่าวผุ้เรียนต่อหน้ากลุ่มชน
8. ) ให้พิจารณาความสามารถ และความสำเร็จของผู้เรียนโดยตั้งคำถามที่ยากขึ้นตามลำดับเนื้อหาที่ถ่ยทอด
ทักษะและความชำนาญในการใช้คำถามขึ้นอยู่กับ สถานการณ์ ความรู้ ความสามารถ ครู ผู้สอนต้องเริ่มฝึกฝนตนเองให้เกิดความชำนาญ และเกิดคุณค่าทางวิชาการในวิชาที่ตนสอนและเกิดประโยชน์ต่อทางการศึกษา


2. ทักษะการใช้วาจากริยาท่าทางและสือความหมาย

       การทำให้นักเรียนเกิดความสนใจ และยากที่จะเรียนรู้นับว่าเป็นเรื่องสำคัญ ครูที่สามารถทำให้นักเรียนมีความสนใจตั้งแต่เริ่มสอนจนถึงจบการสอนแล้วยังพอใจที่จะเรียนต่อ นับได้ว่าเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ของครูได้อย่างดีเยี่ยม
การที่ครูจะปฎิบัติได้ดังกล่าว ต้องประกอบด้วยปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งคือ บุคลิกภาพของครู และความสามารถในการสือความหมาย "บุคลิกภาพ"นั้นหมายถึงการแสดงออกของครูทั้งในด้านกริยา วาจาใจที่จะช่วยให้นักเรียนเกิดความสนใจ ความเข้าใจ ความนิยมศรัทธา ตลอดจนจูงใจให้อยากเรียนหรือร่วมงานด้วย
การใช้วาจากิริยาท่าทางประกอบการสอนและเสริมบุคลิกภาพมีข้อที่หน้าสนใจ ดังนี้
1. ) การเคลื่อนไหวและเปลี่ยนอิริยาบถที่ดี อาจทำได้หลายวิธีเช่น การเว้นหยุดนิ่งเมื่อนักเรียนคุยกัน การโน้มตัวฟังคำตอบ การเปลี่ยนที่ยืนขณะที่อธิบายและการเดินเป็นสิ่งแรกที่สะดุดตา หรือเป็นจุดสนใจของนักเรียน ครูไม่ควรเดินเร็วหรือช้ามากเกินไปควรเดินทรงตัวอย่างสง่างาม
2. )การใช้มือและแขน การใช้มือประกอบท่าทาง ควรอยู่ในระดับสายตา และการใช้มือและแขนควรใช้เมื่อเป็นข้อความที่พูดควรมีความหมายสอดคล้องกับความรู้สึกนึกคิด เหมาะสมกับโอกาศเนื้อหาและเรรื่องที่พูด ขณะที่ใช้มือไม่ควรเกร็งหรือฝืนควรปล่อยตามปกติ
3. )การแสดงออกทางสีหน้าและสายตาของครูผู้สอนเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือใช้สือความหมายกับนักเรียน ถ้าครูต้องการให้นักเรียนเข้าใจเรื่องที่สอน ไม่ควรทำหน้าบึงตึง เค่รงครึมเข้ามาในห้องเรียน และวิธีใช้สายตาที่ดี ควรค่อยๆ กวาดสายตาไปยังนักเรียนทั่วๆห้อง เมื่อสบตากับนักเรียนครูควรยิ้มแย้มแจ่มใส
4. )การว่างท่าทางและการทรงตัวขณะที่สอน ครูควรจะต้องไม่วางท่าตามสบายมากจนเกินไป หรือตึงเครียดมากเกินไป เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการสอนลดลง
5. )การใช้น้ำเสียง เสียงที่สอนควรเป็นเสียงแจ่มใสนุ่มนวลชวนฟัง โดยปกติแล้วน้ำเสียงสามารถที่จะบอกอารมณ์และความรู้สึกของครูได้ดี ถ้าคูรมีอารมณ์ที่อยากจะสอนน้ำเสียงจะสะท้อนทัศนคติและความรู้สึกออกมาให้นจักเรียนเห็น
เสียงที่พูดควรปรับให้เหมาะสมกับโอกาส สถานที่ วัยของผู้เรียน และระดับความสูงต่ำเน้นหนักเบา ควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม
6. )การแต่งกาย การแต่งกายเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพที่จะดึงดูดความสนใจของผู้เรียน ถ้าครูแต่งตัวสวยเกินไป หรือสกปรกยับยู่ยี้ จะทำให้นักเรียนสนใจสู่การแต่งกายมากกว่า การแต่งกายยังบอกถึงนิสัยใจคอ ครูต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยตามสมัยนิยม เหมาะสมกับโอกาศและกาลเทศะ และที่สำคัญต้องเป็นตรงเวลา
ทักษะพื้นฐานดังกล่าวนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ครูควรจะนำไปปฏิบัติ เพราะการที่จะสอนเด็กให้มีประสิทธิภาพครูควรมีประสิทธิภาพก่อนนั้นคือทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนักเรียน




ทักษะการเรียนสำหรับเด็กมัธยม

       เด็กมัธยมส่วนใหญ่ยังขาดทักษะทางการเรียนรู้อยู่อีกมาก และถ้าเด็กไทยของเรายังขาดทักษะในการเรียนก็อาจทำให้คุณภาพของเด็กไทยด้อยลงเพราะทักษะทางการเรียนมีความจำเป็นต่อการเรียนรู้ ฉนั้นเพื่อให้เกิดการเรียรรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีทักษะพื้นฐานดังนี้
1. ทักษะการอ่าน
       การอ่านเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญในการแสวงหาความรู้ เพือความสำเร็จในการเรียนและการดำเนินชีวิตในสังคม การอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การอ่านอย่างมีความหมายว่า เราต้องการทราบอะไร อ่านทำไม และอ่านอย่างไร เมือเราเข้าใจตรงนี้แล้วเราก็ต้องมีข้อปฎิบัติในการเพื่อให้ได้รับความรู้มากที่สุด
1.1 )อ่านอย่างมีสมาธิ
1.2 )มีความตั้งใจในการอ่าน
1.3 )มีเจตคติที่ดีต่อการอ่าน
1.4 )มุ่งที่จะจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน
1.5 )ควรหลีกเลี่ยงสถานที่มีเสียงดังรบกวนในการอ่าน
1.6 )ไม่ควรอ่านหนังสือในที่ๆคับแคบอึดอัด
1.7 )ควรเลือกอ่านในที่ๆมีอากาศสบายๆ

การฝึกทักษะในการอ่าน



1. ในการอ่านหนังสือไม่ว่าหนังสืออะไรก็ตามเรามักจะเจอคำศัพท์ยากๆ ถ้าเราไม่รู้คำศัพท์หรือแปลไม่ได้ก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการรับรู้จากเรืองที่อ่านน้อยลง ฉนั้น
เมือเราไม่รู้เราก็ขีดเส้นใต้ไว้ แล้วเราก็ไปหาความหมายมาจากพจณานุกรม ถามเพื่อนหรือคนที่รู้
2. การอ่านแบบตีความ เมื่อเราอ่านหนังสือทุกประเภท เราต้องอ่านแบบมีวิจารณญาน คือ อ่านแล้วคิดใคร่ครวญเปรียบเทียบเรื่องราว ความรู้สึก จับใจความใจสำคัญ และสรุปความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านจะทำให้เราได้รับความรู้และเข้าใจจากเรื่องที่อ่านมากขึ้น
3. การสร้างความสัมพันธ์กับเรื่องที่อ่าน การอ่านหนังสือ ต้องมีการจัดลำดับขั้นตอนของเรื่องที่อ่านให้สัมพันธ์กัน สรุปเหตุและผลของเรื่องที่อ่านได้ แล้วนำเอาความรู้ ความเข้าใจ ที่ได้จากการอ่านมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้และควรอ่านหนังสือให้ได้หลายประเภท จากแหล่งวิชาการต่างๆ เพื่อจะได้ความรู้มากๆ



2. ทักษะการฟัง

       การฟังยังเป็นสี่งที่มีความสำคัญมากสำหรับการเรียนรู้ เพราะถ้าเราได้รับฟังสีงต่างๆ เราก็จะได้รับสิ่งนั้นแต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า จะได้รับมามากน้อยแค่ไหน แล้วแต่ตัวเราจะมีทักษะในการฟังอย่างไรให้ได้รับความรู้จากการฟังมากที่สุด
ทักษะที่ควรปฏิบัติในการฟัง
2.1) มีสมาธิในการฟัง
2.2) ตั้งใจฟังจากผู้พูดตั้งแต่ต้นจนจบ
2.3 )มุ่งที่จะจับประเด็นจากเรื่องที่ผู้พูดให้ได้
2.4) ไม่ส่งเสียงดังหรือพูดคุยกันในเวลาฟัง
2.5 )ไม่หลับในเวลาฟัง
2.6)ไม่มีอคติกับผู้พูด
2.7) ไม่ควรอยู่ไกล ควรเลือกฟังที่ๆได้ยินชัดเจน
2.8 )นั่งสบายๆ ในการฟัง ไม่เกร็ง

      การเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพยังมีอีกหลายวิธี ที่จะทำให้ผู้เรียนได้รับรู้ และก็ขึ้นอยู่กับผู้เรียนว่าจะมีความตั้งในที่จะใผ่หาความรู้ใส่ตัวหรือไม่ เพืออนาคตข้างหน้าที่ยาวไกล และยังต้องเจออุปสรรคมากมาย ชึ่งน้องๆที่เรียนอยู่ควรจะจำไว้ว่าคนข้างหลังของเรายังหวังที่จะเห็นความสำเร็จของเราอยู่อย่าทำให้พ่อแม่หรือครูบาอาจารย์ผิดหวัง



-------------------------------------------------
ยุทธพงษ์ ไกยวรรณ. เทคนิคและวิธีการสอน. กรุงเทพฯ : พิมพ์ดีจำกัด, 2541