หุ่น

โดย เยาวนุท ศรีวิชีย  - 06 ต.ค. 2544


Puppets




      ประวัติความเป็นมาเราพบหลักฐานเกี่ยวกับการแสดงหุ่นในหลายประเทศแต่หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่พบได้แก่ภาพเขียนในผนังสุสานอียิปต์โบราณในปีรามิดเมื่อ 3000ปีก่อนคริสต์ศักราช
      ประเทศทางตะวันตกที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่เช่น ประเทศกรีกโบราณพบว่า มีละครหุ่นเป็นมหรสพเพื่อความบันเทิง โดยพบหลักฐานในบันทึกของ อพูโลอูส(Apleius      )อริสโตเติล(Aristotle) โฮราชี(Horace) พลาโต(Plato) และซีโนโฟน(Xenophon) ซึ่งเป็นนักปราชญ์ในยุคนั้นได้บันทึกถึงมหรสพหุ่นไว้เป็นหลักฐานว่า การจัดแสดงส่วนใหญ่เป็นการแสดงเรื่องราววรรณกรรม และตลกโบกฮาภายหลังจากจักรวงศ์โรมันล่มสลายไปแล้ว มหรสพก็ยังเป็นเครื่องบันเทิงของหมู่คนในประเทศแถบตะวันตกเรื่อยมา ในระหว่างยุคกลางของยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ ๑–๑๐ เป็นยุคที่มีความเชื่อถือในศาสนารุนแรง การแสดงหุ่นจะเน้นหนักในเรื่องราวของศาสนา ยุคที่ละครหุ่นรุ่งเรื่องที่สุดคือ ราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖–๑๗ แถบประเทศอิในช่วงนี้เองได้มีคณะแสดงหุ่นชาวอิตาเลี่ยนชื่อ ฟัลซีเนลลา (Fuldinella) ออกตระเวณแสดงเข้าไปจนถึงประเทศอังกฤษ และได้รับความนิยมมาก ซึ่งคนส่วนใหญ่รู้จักการแสดงของคณะนี้ดีในนามของ “พั้นซและจูดี้” (Punch and Judy Show) ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าผู้ดูนิยมชมชอบตัวเอกฝ่ายชาย ซึ่งชื่อ Punch และตัวเอกฝ่ายหญิงชื่อ Judy คณะนี้นับได้ว่าเป็นรากฐานการแสดงหุ่นของประเทศยุโรปด้วย
      ในซีกโลกตะวันออกมีหลักฐานเก่าแก่เกี่ยวกับมหรสพหุ่น เป็นตำนานของประเทศจีนอยู่ ๒ เรื่อง ซึ่งอาจารย์มนตรี ตราโมท ได้ค้นคว้าและบักทึกไว้ในหนังสือ การละเล่นของไทย เรื่องแรกเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าบูเต้ ส่วนเรื่องต่อมาในสมัยพระเจ้าฮั่นโกโจ(เล่าปัง)
            สำหรับหุ่นไทยเรานั้น นิยมเล่นมาตั้งแต่โบราณเป็นมหรสพหลักฐานเก่าแก่ค้นคว้าได้ในขณะนี้เป็นบันทึกของเอกอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มแห่งพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ประเทศฝรั่งเศส ชื่อลาลูแบร์ ได้เขียนเป็นจดหมายเหตุไว้ว่า “หุ่นกระบอกในประเทศสยามนั้นเป็นใบ้ไม่ออกเสียง หุ่นกระบอกที่มาจากประเทศลาวนั้นยังมีคนดูมากกว่าประเทศสยามอีก แต่ไม่ว่าจะเป็นหุ่นกระบอกของชาติสองประเทศนี้ต่างก็เป็นมหรสพพื้น ๆ ไม่ขึ้นหน้าขึ้นตาในประเทศด้วยกันทั้งคู่
            ลาลูแบร์เข้ามาเมืองไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชราว ๆ ปี พ.ศ.
๒๒๓๐ ก็พอสรุปได้ว่าหุ่นไทยเรานั้นมีขึ้นแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเคยมีขึ้นก่อนหน้านั้นแล้วแต่ก็ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดจึงไม่อาจยืนยันได้ว่ามีขึ้นก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้วจริง ๆ นั่นเอง

            หุ่นที่เล่นกันในสมัยอยุธยาเรื่อยมาจนถึงตอนต้นรัตนโกสินทร์เรียกกันว่าหุ่นใหญ่หรือหุ่นหลวง อย่างที่เอาไปเขียนจิตรกรรมฝาผนัง และจากการบันทึกในจดหมายเหตุต่าง ๆ พบว่าหุ่นแบบแรกที่เป็นของไทยเรามีขนาดใหญ่และสูงประมาณ ๑ เมตร หน้าโขนสามารถถอดเปลี่ยนได้ มีสายโยงสำหรับชักให้อวัยวะต่าง ๆ เคลื่อนไหวได้ นิยมเล่นเรื่องละครในวรรณคดีและเล่นกันเฉพาะวางที่หลวงจัดขึ้น
            หุ่นแบบต่อมาคือ หุ่นเล็กแบบกรมพระราชวังบวรวีเศษไชยชาญในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยอาศัยรูปแบบจากหุ่นของจีน คือมีขนาดเล็ก สูงประมาณฟุตเศษ ๆ มีกลไกแบบหุ่นหลวงลักษณะของการทำหุ่นมีความประณีตมากทั้งในเรื่องเครื่องประดับตัวหุ่นและกลไกภายใน กล่าวคือมีสายร้อยสำหรับชักให้หุ่นเคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ ถึง ๑๖ สาย
            หุ่นที่มีเล่นในแบบต่อมาคือ หุ่นกระบอก ซึ่งเป็นหุ่นที่มีลักษณะเด่นคือ มีไม้กระบอกสำหรับจับถือในตัวหุ่นสูงประมาณฟุตเศษ ๆ ไม่มีขามีแต่ผ้าคลุม หรือเสื้อทรงกระสอบ มีมือติดกัน มีด้ามไม้สำหรับเชิดมือให้ร่ายรำตามจังหวะ ลีลา หุ่นกระบอกนี้เองที่แพร่หลายจนติดปากชาวบ้านทำให้เรียกหุ่นทุกชนิดที่นำมาจัดแสดงว่าหุ่นกระบอกไปหมด
            นอกจากนี้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีหุ่นอีกแบบคือ หุ่นละครเล็ก ซึ่งมีขนาดมือโตกว่าหุ่นกระบอกเล็กน้อย ฝีมือในการจัดทำไม่ประณีตเรียบร้อยเท่าหุ่นเล็กของกรมราชวังบวร แต่ก็มีส่วนประกอบครบเหมือนหุ่นเล็กของกรมราชวังบวร
            พอสรุปตามหลักฐานอ้างอิงได้ว่าหุ่นของไทยเราแบ่งออกเป็น ๔ แบบดังนี้
                        ๑. หุ่นหลวงหรือหุ่นใหญ่
                        ๒. หุ่นเล็กหรือหุ่นของกรมพระราชวังบวรวิเศษไชยชาญ
                        ๓. หุ่นละครเล็ก
                        ๔. หุ่นกระบอก


หุ่นกับการศึกษา


      ละครหุ่นนอกจากจะให้ความสนุกสนานแล้วยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้เป็นอย่างดี จึงมีผู้นำหุ่นมาเป็นสื่อการเรียนการสอน ซึ่งเป็นการสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนให้น่าสนใจ หุ่นประกอบการเรียนการสอนมีข้อดีคือ
      1. เป็นการแสดงที่คนจริงแสดงได้ยาก
      2. ประกอบกับการแสดงแบบคลาสสิค
      3. สร้างสรรค์ความคิดเห็น
      4. แสดงเรื่องราวที่เกี่ยวกับการเหน็บแนม ถากถางได้
      5. ทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมกิจกรรมอย่างทั่วถึง
       6. จัดทำง่ายและเป็นไปตามความต้องการของนักเรียนอย่างแท้จริง


ส่วนประโยชน์ที่ได้รับจากละครหุ่นคือ


       1. เสริมสร้างพัฒนาการและทักษะการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมือ
       2. ส่งเสริมให้มีประสบการณ์การทำงานกลุ่ม ฝึกความรับผิดชอบ การตัดสินใจและการแสดงความคิดเห็น
       3. ส่งเสริมความคิดริเริ่มและเจตคติที่ดีต่อวิชาที่เรียน
       4. ส่งเสริมให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
       5. การเรียนรู้ด้วยการแสดงหุ่น ทำให้สามารถจำเนื้อหาวิชาได้นาน และทำให้จำได้ง่าย

หุ่นกับวัยของผู้เรียน


       ผู้เรียนแต่ละวัยจะมีพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจแตกต่างกัน ดังนั้นการนำหุ่นมาใช้จึงต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับสภาพและความต้องการของผู้เรียนในแต่ละวัยว่าควรใขช้อย่างไร
      เด็กวัยอนุบาล(4-6ปี) เป็นวัยที่กำลังมีความคิดคำนึงในทางจินตนาการ สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตและสิ่งแวดล้อมใกล้ ๆ ตัว เช่น ครอบครัวของตน สัตว์เลี้ยง ต้นไม้ ในวัยนี้ต้องการอิสระในการคิดเป็นอย่างมาก ไม่ชอบเรื่องตื่นเต้นโลดโผนมากนัก
       เด็กวัยประถมศึกษาตอนต้น (7-10ปี) เริ่มสนใจในเด็กวัยเดียวกันและสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวมากขึ้น ต้องการความยุติธรรม ความมีระเบียบ สนับสนุนความดีงามและจะเป็นปฏปักษ์ต่อความชั่วร้ายทุกเรื่อง ชอบเรื่องราวที่จบลงด้วยความสุข เรื่องราวที่จะใช้ในการถ่ายทอดโดยวิธีแสดงหุ่นนั้น ทำได้อย่างกว้างขวาง เช่น ใช้เล่าเรื่อง เล่นประกอบเพลง ถ่ายทอดความรู้และจัดกิจกรรมการเรียนอื่น ๆ อีกมากมาย
      เด็กวัย 11 ปีขึ้นไป สามารถที่จะเล่าเรื่องและจัดการแสดงได้เอง เด็กในวัยนี้มีความสนใจในกลุ่มวัยและเพศอย่างเห็นได้ชัด ชอบเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตจริง ชีวประวัติ การผจญภัยและเรื่องตื่นเต้น ดังนั้นการจัดกิจกรรมหุ่นจึงต้องพิจารณาให้เรื่องเหมาะสมจึงจะได้ผลอย่างสมบูรณ์


ที่มา: เล็ก แสงมีอานุภาพ. การผลิตและการใช้หุ่นทางการศึกษา .พิมพ์ครั้งที่ 2:ลำปาง,ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะวิชาครุศาสตร์ วิทยาลัยครูลำปาง,2528.
พัฒนา ขุมทรัพย์.หุ่นนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฎพระนคร,2542.